Page 23 - Neuropsychiatric.indd
P. 23
ั
์
ู
ั
จากข้อมลระดบประเทศ ความชุกของอาการไม่พึงประสงคจากยา ซึ่งเป็นการรายงานโดยความสมครใจ
์
่
ู
์
(spontaneous reporting) รวบรวมโดยศนยติดตามอาการไมพึงประสงคจากการใช้ผลตภัณฑสขภาพ
์
ิ
ุ
15
ุ
สานกงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสข ป 2562 อาการไม่พึงประสงค์ที่ได้รับรายงาน
่
ั
ี
ึ
่
ทั้งหมด 38,774 ฉบับ พบอาการไมพงประสงคต่อหวใจและหลอดเลอด รอยละ 5.1 ระบบประสาทสวนกลาง
่
ื
้
ั
์
และส่วนปลาย ร้อยละ 2.6 และอาการทางจิต ร้อยละ 0.6
ส่าหรับเภสัชกรที่ไม่ได้ปฏิบัติงานทางด้านคลินิกเฉพาะโรคจิตและประสาท หรือโรคหัวใจและหลอด
ึ
เลือด การค้นหาว่าผู้ป่วยเกิดอาการไม่พงประสงค์จากยาต่อระบบของร่างกายเหล่านี้ อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อน
เนื่องจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นมีลักษณะเช่นเดียวกับความผิดปกติที่ไม่ได้มีสาเหตุจากยา ซ่งแตกต่างจากการ
ึ
์
ื
แพยาที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง ซึ่งโดยทั่วไปแพทยจะตระหนกว่าอาจเกดจากการใช้ยา และปรกษาเภสชกรเพ่อให้
ิ
ึ
ั
ั
้
่
ประเมนการแพยา หรืออาการไม่พงประสงค์จากยาที่เภสัชกรคุ้นเคยและตระหนกว่าอาการไมพงประสงค ์
้
ึ
ั
ิ
ึ
ดังกลาวอาจมสาเหตุจากยา เช่น การเกิดตับอกเสบภายหลังจากได้รับยาต้านวัณโรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่
ี
่
ั
ั
ไม่เคยมีโรคตับอกเสบมาก่อน หรือการเกิดกล้ามเนื้อลายสลายจากการใช้ยาที่มีอันตรกิริยากับยา simvastatin
ู
ึ
จึงท่าให้อาการไม่พงประสงค์ดังกล่าวไม่ถกมองข้าม
ึ
์
่
อาการไมพงประสงคจากยาแต่ละชนิดต่อจิตและประสาท หรือหัวใจและหลอดเลอด มทั้งที่สามารถ
ี
ื
้
ี
่
่
็
ื
คาดเดาไดจากกลไกการออกฤทธิ์ทเปนข้อบงใช้ของยา หรอฤทธิทางเภสชวิทยาที่ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ของยา และไม่
ั
์
ทราบกลไกการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ชัดเจน การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างยาที่สงสัยกับอาการไม่พง
ึ
ประสงค์ดังกล่าวจ่าเป็นต้องทราบว่ายาที่ผู้ป่วยใช้มียาใดบ้างที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติดังกล่าวได้
และมีปัจจัยด้านยาใดบ้างที่เพมความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พงประสงค์ ร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง
ึ
ิ่
ี
่
่
ของผู้ป่วยที่อาจเป็นสาเหตุร่วมได้เช่นกัน ปัจจัยด้านยา ได้แก่ การบริหารยาในอตราทเร็วเกน หรือปรับเพม
ิ
ิ
ั
ขนาดเรวเกนไป เช่น ยารักษาโรคจิตที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความดันโลหิตต่่าเมื่อเปลี่ยนท่า คือ
็
ิ
ิ
่
่
ั
่
ิ
clozapine, chlorpromazine หรือ quetiapine ควรเรมใช้ขนาดต่าและคอย ๆ ปรบเพ่มขนาดยา ยาบาง
ื่
ั
ชนิดต้องระวังการใช้ร่วมกับยาอนเพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอนตรกิริยาระหว่างยาทั้งกลไกด้านเภสัช
์
์
พลศาสตรและเภสัชจลนศาสตร เช่น thioridazine ร่วมกับ fluoxetine หรือ amiodarone ร่วมกับ
azithromycin และยาบางชนิดต้องปรบลดขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการท่างานของตับหรือไตบกพร่อง ซึ่งหากยา
ั
ึ
สะสมอยู่ในร่างกายนานขึ้น จะมีผลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พงประสงค์จากยา เช่น หัวใจเต้นช้ากว่า
ิ
ปกตจากการได้รับ atenolol ในผู้ป่วยไตท่างานบกพร่องที่ไม่ได้ปรับลดขนาดยาให้เหมาะสม ส่าหรับปัจจัย
ี่
ด้านผู้ป่วยที่ต้องพิจารณาอาจมีความจ่าเพาะต่ออาการไม่พึงประสงค์ทเกิดขึ้น เช่น ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการ
่
เกดภาวะสบสนจากการใช้ benzodiazepines การมโรคประจาตวบางชนดที่เป็นข้อห้ามต่อการใช้ยาบาง
ิ
ั
ิ
ี
ั
ชนิดหรอต้องระมดระวังการใช้ยาอยางมาก หรือสภาวะของผู้ป่วย ณ เวลานั้น อาจเพมความเสี่ยงต่อการเกิด
่
ื
ิ่
ั
ุ
่
์
ิ
็
อาการไมพึงประสงค เช่น การใช้ยา lithium ในผู้ป่วยที่มีปัญหาความไม่สมดลของอเลกโทรไลต รวมถึง
์
พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา คาเฟอีน
์
ึ
อาการไมพงประสงคจากยาต่อจิตและประสาท หวใจและหลอดเลอด อาจพบได้ตั้งแต่เริ่มใช้ยา หรือ
ั
่
ื
ึ
เกิดขึ้นภายหลังจากใช้ยาต่อเนื่องมานาน หรือเกิดจากการหยุดยากะทันหัน หากเป็นอาการไม่พงประสงค์ที่
ิ
่
้
ุ
เกิดขึ้นภายหลังจากใช้ยาต่อเนื่องมานาน การประเมนแยกสาเหตจากยาอาจทาไดยาก เภสัชกรต้องทราบ
ื
่
้
ช่วงเวลาที่ควรทบทวนข้อมูลการใช้ยาย้อนหลัง เพอใหสามารถประเมินความสมพนธ์ระหว่างยาที่สงสัยกับ
ั
ั
่
์
อาการไมพงประสงค และติดตามเพือประเมนอาการไมพึงประสงคจากยาเปนระยะ ส่าหรับอาการไม่พง
ึ
ึ
่
็
์
่
ิ
่
ประสงค์จากการหยุดยากะทันหัน หากเภสัชกรทราบข้อมูลลักษณะยาที่เป็นสาเหตุดังกลาว จะทาใหสามารถ
้
่
2
2

