Page 167 - เภสัชภัณฑ์ทางผิวหนัง-14052022
P. 167

ตารางที่ 7.3 ปจจัยที่มีผลต@ออัตราการละลายของอนุภาคยา



                              ค0าพารามิเตอร  (                   ป8จจัยที่มีผลต0อค0าพารามิเตอร  (

                      พื้นที่ผิวของอนุภาค (A)       ขนาดอนุภาค

                                                    การกระจายของอนุภาคในของเหลวในร@างกาย  ณ  ตำแหน@งท  ี่

                                                    ดูดซึม

                                                    ความพรุนของผงยา (porosity)

                      ความเข?มข?นของยาใน diffusion  อุณหภูม  ิ

                      layer (Cs)                    ค@าความเป”นกรดด@าง (pH)

                                                    โครงสร?างทางเคมีของยา

                                                    รูปผลึกของยา

                                                    สารเจือปน

                      ความเข?มข?นของยาใน bulk       ปริมาณของเหลวในร@างกาย ณ ตำแหน@งที่ดูดซึม

                      solution (C)                  การซึมผ@านของโมเลกุลยาผ@านเมมเบรน


                      สัมประสิทธิ์การแพร (k)        ความหนาของ diffusion layer
                                       @
                                                    สัมประสิทธิ์การแพร@ของยาในร@างกาย ณ ตำแหน@งที่ดูดซึม


                     (ที่มา: ดัดแปลงมาจาก Aulton 2007)



                           การเลือกใช?เมมเบรนจะต?องพิจารณาวัสดุที่ใช?ทำเมมเบรน และขนาดรูเป„ดของเมมเบรนให  ?

                     เหมาะสมกับตัวยาสำคัญด?วย จากการศึกษาของ Mekjaruskul และคณะ (Mekjaruskul et al. 2021)

                     พบว@าเมมเบรนที่ผลิตด?วยวัสดุต@างชนิดกัน รูเป„ดของเมมเบรนต@างกัน หรือแม?แต@เมมเบรนที่ทำจากวัสด ุ

                     ชนิดเดียวกัน ขนาดรูเป„ดเหมือนกันแต@ผลิตจากแหล@งผลิตต@างกัน มีลักษณะโครงสร?างของเมมเบรนต@าง

                     กัน ดังจะแสดงได?จากภาพใต?กล?องจุลทรรศน(อิเลคตรอนแบบส@องกราด (รูปที่ 7.8) นอกจากนี้การ

                     เลือกใช?เมมเบรน ต@างชนิดกันยังมีผลต@อปริมาณและอัตราการละลายของยาดังตัวอย@างของยา

                     dexamethasone ที่แสดงในรูปที่ 7.9 ดังนั้นควรศึกษาชนิดและขนาดรูเป„ดของเมมเบรนที่เหมาะสม

                                                               ิ
                                                              ิ
                                                                                               @
                                                                                                      ั
                                                                                      ั
                                                                                              @
                                                                                  @
                                                                    ั
                                                                ิ
                                                                         ั
                                                                      ั
                                                          ิ
                                        ?
                                           ั
                     โดยควรเปนเมมเบรนเขากนไดกบตวยา ไมเกดปฏกรยาจบกบตวยา และไมจำกดการแพรผานของตวยา
                             ”
                                                  ั
                                                        @
                                              ?
                                               ั
                     ที่แพร@จากยาพื้นในตำรับออกไปยังตัวกลาง medium) อีกทั้งเมื่อเลือกชนิดของเมมเบรนที่เหมาะสมได ?
                     แล?ว ควรใช?เมมเบรนจากแหล@งผู?ผลิตรายเดียวเพื่อลดความแปรปรวนของอัตราการละลายของยา
                                                             153
   162   163   164   165   166   167   168   169   170   171   172