Page 180 - เภสัชภัณฑ์ทางผิวหนัง-14052022
P. 180
7.2.8 ความไม0เขxากัน (incompatibility)
การตั้งตำรับที่ดีตัวยาสำคัญจะต?องเข?ากันได?ดีกับสารช@วยทางเภสัชกรรมในตำรับ รวมถึงภาชนะท ี่
?
ใช?บรรจุ อีกทั้งสารช@วยทางเภสัชกรรมทั้งหมดที่ใช?ในตำรับต?องมีความเข?ากันได และเข?ากันกับภาชนะ
ั
บรรจุเภสัชภัณฑ(ด?วย ความไม@เข?ากันอาจเปนความไม@เข?ากันทางเคมี เช@น การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชน
ปฏิกิริยากรดเบส ปฏิกิริยาไฮโดรไลสิส เปนต?น หรือเปนความไม@เข?ากันทางกายภาพ เช@น เกิดความไม @
?
เข?ากันของของเหลวสองชนิด การตกตะกอน การไม@ละลาย การระเหิด หรือการดูดซับ เปนตน
ั
การศกษาความไม@เข?ากันในช@วงการพัฒนาตำรับจะช@วยลดระยะเวลาและค@าใช?จ@ายในการตั้งตำรบ
ึ
เนื่องจากสามารถเลือกใช?สารช@วยทางเภสัชกรรมหรือภาชนะที่เหมาะสมในตำรับ ทำให?ลดจำนวนสูตร
ตำรับที่จะนำไปพัฒนาต@อไป การศึกษาความไม@เข?ากันทำได?โดยการศึกษาจากสารผสมระหว@างตัวยา
ั
ู
สำคัญกบสารช@วยหนึ่งชนิดหรือมากกว@าหนึ่งชนิด โดยทั่วไปมักผสมที่สัดส@วน 1:1 ซึ่งเปนสัดส@วนที่สง
กว@าสัดส@วนที่มีอยู@จริงในตำรับเพื่อให?ปริมาณสารช@วยมีมากพอและเปนการเพิ่มโอกาสในการเกิดความ
@
ี
@
ั
ั
็
?
ื้
ื
ไมเขากน จากน้นนำสารผสมมาเกบในสภาวะเครยด เชน ท่อณหภมสง หรอความชนสูง เพื่อเร@งการเกด
ิ
ู
ุ
ี
ิ
ู
อันตรกิริยาของตัวยากับสารช@วยนั้น จากนั้นวิเคราะห(การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การศึกษาความไม@เข?ากันนี้สามารถทำได?โดยใช?วิธีวิเคราะห(เชิงความร?อนโดยใช?เครื่อง DSC เปน
?
วิธีที่นิยมใช?ในการประเมินความเข?ากันไดของสารในตำรับ เนื่องจากเปนการคัดกรองความเข?ากันได ?
อย@างรวดเร็ว และใช?ปริมาณตัวอย@างน?อย สามารถตรวจสอบอันตรกิริยาทางกายภาพได?ง@าย เช@น การ
เปลี่ยนรูปของสารพหุสัญฐาน การเปลี่ยนจากรูปผลึกเปนอสัญฐาน โดยการเปรียบเทียบเทอร(โมแกรม
ุ
(DSC thermogram) ของสารเดี่ยวกับสารผสม ถ?าส@วนผสมเข?ากันได?ดี สมบัติทางความร?อน เช@น จด
หลอมเหลว หรอการเปลี่ยนแปลงทางเอนทัลป ของสารผสมจะเปนผลรวมของสารเดี่ยวแต@ละตัว แต@หาก
ื
สารผสมนี้มีความไม@เข?ากัน เทอร(โมแกรมของสารผสมจะมีพีคหายไป หรือย?ายจุดหลอมเหลวเดิม หรอ
ื
เกิดพีคดูดหรือคายความร?อนขึ้นมาใหม@ หรือพบการเปลี่ยนแปลงเอนทัลป (enthalpy) วิธีอื่นๆ ที่นิยม
ใช?ศึกษาความเข?ากันได?ระหว@างตัวยาและสารช@วยในตำรับ เช@น XRPD ใช?ตรวจสอบความไม@เข?ากันของ
สารผสมจากการเกิดพีคใหม@ หรือพีคหายไป วิธีนเปนวิธีที่ไม@ทำลายตัวอย@างวิเคราะห( และวิธ ี
ี้
อินฟราเรดสเปกโตรสโกป ชนิดฟูเรียร(ทรานสฟอร(ม (fourier transform infrared spectroscopy,
FTIR) ใช?ศึกษาความไม@เข?ากันโดยจะเกิดการย?ายของพีคที่สำคัญ วิธีนี้เปนวิธีที่ใช?ตัวอย@างปริมาณน?อย
ี
ู
?
ิ
ได?ข?อมูลรวดเร็ว และใหข?อมลโครงสร?างทางเคมีด?วย นอกจากน้อาจใช?เทคนคอื่นในการตรวจสอบความ
เข?ากันได?หรือความไม@เข?ากันระหว@างตัวยาสำคัญของสารช@วยในตำรับด?วยเทคนิค TGA เทคนิคสเปก
โตรสโกป (Spectroscopy) การใช?กล?องจุลทรรศน(พร?อมที่ให?ความร?อน (hot stage microscopy)
(
กล?องจุลทรรศน(อเล็คตรอนแบบส@องกราด โซลิดสเตรทนิวเคลียร(แมกเนติกเรโซแนนท (solid state
ิ
166

