Page 183 - เภสัชภัณฑ์ทางผิวหนัง-14052022
P. 183

เนื่องจากการศึกษาความคงตัวในสภาวะจริงจะต?องใช?ระยะเวลานาน  และค@าใช?จ@ายสูง  ดังนั้นใน

                     การศึกษาความคงตัวของตัวยาสำคัญในระยะแรกเพื่อใช?เป”นข?อมูลก@อนการตั้งตำรับ  นิยมใช?การศึกษา

                     ความคงตัวในสภาวะเร@ง (accelerated stability testing)  เพื่อเร@งให?เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น เป”น

                     อีกการศึกษาหนึ่งที่ถูกใช?เพื่อศึกษาพฤติกรรมของตัวยาสำคัญภายใต?สภาวะต@างๆ  เช@น  อุณหภูมิ  และ

                                                                           ิ
                     ความชื้น  เป”นต?น  นอกจากนี้อาจทำการทดสอบที่สภาวะอุณหภูมสูงสลับกับอุณหภูมิต่ำจำนวน  6  รอบ
                     (heating-cooling stability testing หรือ freeze-thaw stability testing) เช@น เก็บที่สภาวะ 45 C
                                                                                                       o
                                                     o
                                                                o
                     เป”นเวลา 12-48 ชั่วโมง จากนั้นเก็บที่ 4 C หรือ -20 C เป”นเวลา 12-48 ชั่วโมง นับเป”น 1 รอบ สลับกัน
                                                   @
                     เช@นนี้จำนวน 6 รอบ การศึกษาเหลานี้จะช@วยให?สามารถระบุแนวโน?มที่ตัวยาสำคัญจะเสียสภาพ คลาย
                     ตัว หรือจับตัวกัน หรือระบุปจจัยที่อาจก@อให?เกิดการเสื่อมสลายทางเคมีหรือทางกายภาพในระหว@างการ

                     ผลิต  และการเก็บรักษา  เพื่อช@วยปsองกันไม@ให?เกิดขึ้น  และลดความล?มเหลวในการพัฒนาตำรับ  รวมทั้ง

                     ช@วยในการควบคมกระบวนการผลิต การเลือกสารช@วยในตำรับ และภาชนะบรรจุที่เหมาะสม
                                   ุ
                           การสลายตัวของตัวยาสำคัญอาจเกิดการสลายตัวด?วยปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (hydrolysis) ซึ่งน้ำม ี

                                                                                                       ?
                     บทบาทสำคัญที่กระตุ?นให?เกิดการสลายตัวด?วยปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส   โมเลกุลที่มักสลายตัวง@ายดวย
                     ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส ได?แก@ สารที่มีหมู@ฟงก(ชันเอสเตอร( (ester) หมู@วงแหวนแลคแตม (lactam ring) และ

                     เอไมด( (amide) เป”นต?น การสลายตัวด?วยปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) มักเกิดกับสารที่มีโครงสร?าง

                     อิเลคตรอน หนาแน@นหรือมีพันธะไม@อิ่มตัว ซึ่งมักถูกกระตุ?นด?วยแสง โลหะหนัก และออกซิเจน หรืออาจ

                     เกิดขึ้นได?เองกับโมเลกุลของออกซิเจนที่อุณหภูมิห?องเรียกว@าออโต?ออกซิเดชัน (autooxidation) หากตัว

                     ยาสำคัญหรือสารช@วยทางเภสัชกรรมในตำรับสามารถเกิดการสลายตัวด?วยปฏิกิริยาออกซิเดชันได? ตำรับ

                     นั้นจำเป”นต?องเติมสารต?านออกซิเดชัน (antioxidant) ซึ่งตำรับครีมที่ประกอบด?วยวัฏภาคน้ำและน้ำมัน

                     ควรใช?สารต?านออกซิเดชันทั้งในวัฏภาคน้ำและน้ำมันด?วย  ตัวอย@างของสารต?านออกซิเดชัน  เช@น  กรด

                                                         ี
                     แอสคอร(บิค  (ascorbic  acid)  วิตามินอ  butylated  hydroxytoluene  (BHT),  butylated
                     hydroxyanisole (BHA) และ sodium metabisulfite เป็นต?น หากปฏิกิริยาการสลายตัวถูกกระตุ?น

                     ด?วยโลหะหนัก  ตำรับนั้นควรเติมสารจับโลหะ  (chelating  agent)  ซึ่งจะสามารถเกิดสารประกอบ

                     เชิงซ?อนกับโลหะหนักได?ง@ายมาก  และมีความคงสภาพสูง  ตัวอย@างของสารจับโลหะ  เช@น  ethylene

                     diamine tetraacetic acid (EDTA) หรือการสลายตัวด?วยแสง (photolysis) ที่มีแสงเป”นตัวเร@งปฏิกิริยา

                     โดยตำรับที่มีตัวยาสำคัญหรือสารช@วยในตำรับสลายตัวได?ด?วยปฏิกิริยาโฟโตไลซิสสามารถปsองกันได?ด?วย

                     การใช?ภาชนะบรรจุที่สามารถกันแสงได?  เช@น  ขวดสีชา  หรือบรรจุในกล@องกระดาษอีกหนึ่งชั้น  ตัวยา

                     สำคัญที่เป”นกรดอ@อนหรือด@างอ@อนโดยมากจะสลายตัวเมื่อแตกตัว  และจะไม@คงสภาพเนื่องจากมีประจุ

                     การเปลี่ยนแปลงทางเคมีอื่นๆ  เช@น  การลดลงของปริมาณตัวยาสำคัญในตำรับ  การพบสารปนเป¨©อน



                                                             169
   178   179   180   181   182   183   184   185   186   187   188