Page 215 - Neuropsychiatric.indd
P. 215

ในช่วงเดือนแรก ๆ ของการรกษา โดยยามฤทธิยบยง N-methyl-D-aspartate receptor ท าให้เกิดความไม่
                                        ั
                                                           ั
                                                           ้
                                                   ี
                                                       ์
                                                        ั
                                           ิ
               สมดุลของ glutamate และเกิดพษต่อเซลล์ประสาทสมอง (ข้อมูลสนับสนุนที่ได้กล่าวในบทที่ 2)  นอกจากนี้
                                       ื่
               ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอน ๆ ที่เป็นสาเหตุของอาการทางจิต เช่น การใช้สารเสพติด และไม่มีประวัติเป็น
               โรคทางจิตเวช
                       2)  การวินิจฉัย
                       การวินิจฉยโรคจิต พจารณาจากการซกประวัต การตรวจร่างกาย ตรวจทางจิตและประสาท และการ
                                        ิ
                               ั
                                                      ั
                                                             ิ
               ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพอแยกโรคที่สงสัยอน ๆ ซึ่งในผู้ป่วยรายนี้มีอาการโรคจิต ได้แก่ กระสับกระส่าย หู
                                      ื่
                                                     ื่
               แว่ว พูดคนเดียว  โดยไม่มีความผิดปกติอื่น
                       3)  การจัดการ
                       การจัดการอาการของโรคจิตในผู้ป่วยรายนี้ แพทย์สั่งให้ haloperidol ฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อ ขนาด
                                                          ั
               2.5 มิลลิกรัม 1 ครั้ง และสั่งให้ haloperidol ชนดรบประทาน ขนาด 0.5 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง และสั่งหยุด
                                                        ิ
               efavirenz  หลังได้รับ haloperidol ไป 4 ครั้ง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นชัดเจน ไม่มีอาการกระสับกระส่าย หูแว่ว
               และพูดคนเดียว แพทย์ผู้ให้การรักษาได้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และได้รับค าแนะน าให้เปลี่ยน
               สูตรยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นสูตร GPO-vir Z ซึ่งเป็นสูตรยาเม็ดรวมระหว่าง zidovudine ขนาด 250 มิลลิกรัม
               lamivudine ขนาด 150 มิลลิกรัม และ nevirapine ขนาด 200 มิลลิกรัม
                       4)  การประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากยา
                       ผลการประเมินความสัมพนธ์ระหว่างยาที่สงสัย คือ efavirenz กับอาการโรคจิต ได้เท่ากับ 7 คะแนน
                                            ั
                                   ั
                                                    ี
                             ้
                 ี
                                                    ่
               มความเป็นไปไดในระดบน่าจะใช่ (ตารางท 5.1)  เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้เกิดอาการโรคจิตภายหลังจากได้รับ
               efavirenz ประมาณ 2 เดือน ซึ่งเป็นยาที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าสามารถท าให้เกิดโรคจิต และผู้ป่วยไมมีปัจจัย
                                                                                                   ่
               เสี่ยงอื่น ๆ ภายหลังจากได้รับการรักษาด้วย haloperidol และหยุด efavirenz ผู้ป่วยไม่มีอาการโรคจิตอีก

               ตารางที่ 5.1 ผลการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างยาที่สงสัยกับอาการไม่พึงประสงค์ กรณีโรคจิต (ต่อ)
                                                                                เกณฑ์คะแนน
                                                                                                  ผลคะแนน
                                 ค าถามใน Naranjo’s algorithm
                                ค าถามใน Naranjo’s algorithm                  เกณฑ์คะแนน        ผลคะแนน
                                                                                                 ประเมิน
                                                                                                   ประเมิน
                                                                                   ่ ไม่ใช่  ไม่ทราบ
                                                                           ใช่  ไม่ใช  ไม่ทราบ
                                                                             ใช่
                                                                                                  efavirenz
                                                                                                efavirenz
                 1. เคยมีสรุปหรือรายงานการปฏิกิริยานี้มาแล้วหรือไม่
                7. สามารถตรวจวัดปริมาณยาได้ในเลือด (หรือของเหลวอื่น) ในปริมาณความ  +1  +1   0  0   0  0   0 +1
                เข้มข้นที่เป็นพิษหรือไม่
                 ค าอธิบาย efavirenz สามารถท าให้เกิดอาการโรคจิต (ข้อมูลในบทที่ 2)
                ค าอธิบาย ไม่ทราบเนื่องจากไม่มีการวัดระดับยาในเลือด          +2     -1       0            +2
                 2. อาการไม่พึงประสงค์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากได้รับยาที่คิดว่าเป็นสาเหตุหรือไม่
                8. ปฏิกิริยารุนแรงขึ้น เมื่อเพิ่มขนาดยาหรือลดความรุนแรงลงเมื่อลดขนาดยา  +1   0   0      0
                 ค าอธิบาย เกิดขึ้นภายหลังจากได้รับ efavirenz ประมาณ 2 เดือน
                หรือไม่                                                      +1      0       0            +1
                 3. อาการไม่พึงประสงค์นี้ดีขึ้นเมื่อหยุดยาดังกล่าว หรือเมื่อให้ยาต้านที่จ าเพาะ
                ค าอธิบาย ไม่ทราบเนื่องจากไม่มีการปรับเพิ่มขนาดยาหรือลดขนาดยา
                 เจาะจง (specific antagonist) หรือไม่
                9. ผู้ป่วยเคยมีปฏิกิริยาที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันนี้มาก่อน ในการได้รับยาครั้ง  +1   0   0   0
                 ค าอธิบาย ภายหลังจากได้รับการรักษาด้วย haloperidol และหยุด efavirenz
                ก่อน ๆ หรือไม่
                 ผู้ป่วยไม่มีอาการโรคจิตอีก
                ค าอธิบาย ไม่มี เนื่องจากผู้ป่วยเพิ่งได้รับยามานาน 2 เดือน แล้วจึงเกิดอาการ  +2   -1   0   0
                 4. อาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกเมื่อเริ่มให้ยาใหม่หรือไม่
                โรคจิต
                 ค าอธิบาย ไม่ทราบเนื่องจากไม่มีการให้ยาซ้ าอีก
                10. อาการไม่พึงประสงค์นี้ ได้รับการยืนยันโดยหลักฐานที่เป็นรูปธรรม   +1  -1   0  +2   0   0   +1  +2
                 5.ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นสามารถเกิดจากสาเหตุอื่น (นอกเหนือจากยา) ของผู้ป่วยได้
                (objective evidence) หรือไม่
                 หรือไม่
                ค าอธิบาย การซักประวัติ การตรวจร่างกาย ตรวจทางจิตและประสาท
                 ค าอธิบาย ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น
                รวม                                                            -1     +1       0        7   0
                 6. ปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เมื่อให้ยาหลอกหรือไม่
                  ค าอธิบาย ไม่ทราบเนื่องจากไม่มีการให้ยาหลอก
                       5)  บทบาทของเภสัชกร
                      5)  บทบาทของเภสัชกร
                      ผู้ป่วยรายนี้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ คือ โรคจิตจาก efavirenz ภายหลังใช้ยา 2 เดือน ดังนั้นก่อนเริ่มเริ่ม
                       ผูปวยรายนี้เกิดอาการไมพึงประสงค คือ โรคจิตจาก efavirenz ภายหลังใชยา 2 เดือน ดังนั้นกอน
                                                                                                       193

                      ่
                                                                                       ื่
               ยาดงกลาว เภสชกรควรแนะนาอาการไมพงประสงคของยาว่าอาจท าให้เกิดโรคจิต เพอให้ผู้ป่วยและญาติ
                            ั
                                                   ึ
                                                 ่
                                                           ์
                  ั ยาดังกลาว เภสัชกรควรแนะนําอาการไมพึงประสงคของยาวาอาจทําใหเกิดโรคจิต เพื่อใหผูปวยและญาติ

               สงเกตอาการผิดปกติดังกล่าวได้ และติดตามอาการในช่วงแรกของการรักษา  นอกจากนี้ แพทย์ได้เปลี่ยนสูตร
                ั สังเกตอาการผิดปกติดังกลาวได และติดตามอาการในชวงแรกของการรักษา  นอกจากนี้ แพทยไดเปลี่ยนสูตร
               ยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งสูตรยาใหม่ควรมีการ lead-in nevirapine หมายถึง การเริ่มต้น nevirapine ในขนาด
                                                                             ึ
                                                                                      
                                                                                   ่
               ยาตานไวรัสเอชไอวี ซึ่งสูตรยาใหมควรมีการ leadin nevirapine หมายถง การเริมตน nevirapine ในขนาด
                                                                                          ิ
               ต่ ากว่าปกติ (200 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง นาน 2 สัปดาห์) แล้วจึงค่อยเพิ่มขนาดยาเป็น 200 มลลิกรัม วันละ 2
                                                                       
               ต่ํากวาปกติ (200 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง นาน 2 สัปดาห) แลวจึงคอยเพิ่มขนาดยาเปน 200 มิลลิกรัม วันละ
                                                    ่
               ครั้ง เพ่อลดความเสยงตอการเกดอาการไมพึงประสงคทรนแรง เช่น ผนแพ้ยาแบบ Stevens-Johnson
                     ื
                                          ิ
                                   ่
                                ่
                                ี
                                                               ่
                                                                           ื
                                                                ุ
                                                                           ่
                                                               ี
                                                              ์
               2  ครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงตอการเกิดอาการไมพึงประสงคทีรุนแรง เชน ผืนแพยาแบบ StevensJohnson
                                                                              ่
                                                                           
                                                                  ่
                                                                              ั
               syndrome และตับอักเสบ ซึ่งเภสัชกรควรเน้นย้ าผู้ป่วยในประเด็นจ านวนคร้งของการรับประทานยาตอวัน
                                                                                                   ่
                                                     
                                                        ้ํ
               syndrome และตับอักเสบ ซึ่งเภสัชกรควรเนนยาผูปวยในประเด็นจํานวนครั้งของการรับประทานยาตอวัน
               ความร่วมมือในการใช้ยา และอาการไม่พึงประสงค์ทอาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา nevirapine
                                                        ี่
               ความรวมมือในการใชยา และอาการไมพึงประสงคที่อาจเกิดขึ้นจากการใชยา nevirapine
                                                                             

               2.  กรณีศึกษา: อาการชักจาก piperacillin/tazobactam
               2.  กรณีศึกษา: อาการชักจาก piperacillin/tazobactam
                                                                                                 ื
                      ผู้ป่วยหญิง อายุ 71 ปี น้ าหนัก 66 กิโลกรัม เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการส าคัญคอ ไข้สูง
                       ผูปวยหญิง อายุ 71 ป น้ําหนัก 66 กิโลกรัม เขารับการรักษาในโรงพยาบาลดวยอาการสําคญคอ ไขสูง
                                                                                                    ื
                                                                                      
                                                                                                 ั
                                                    ั
               หนาวสั่น ปวดท้อง  ผลการตรวจรางกายแรกรบ อุณหภูมิร่างกาย 38.7 องศาเซลเซียส อัตราการเต้นของชีพจร  
                                           ่
               หนาวสั่น ปวดทอง  ผลการตรวจรางกายแรกรับ อุณหภูมิรางกาย 38.7 องศาเซลเซียส อัตราการเตนของชีพ
                                                             ั
                                               ิ
                                                  ิ
               90 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 156/78 มลลเมตรปรอท อตราการหายใจ 20 ครั้ง/นาที ผลการตรวจเลือด พบ
               จร 90 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 156/78 มิลลิเมตรปรอท อัตราการหายใจ 20 ครัง/นาที ผลการตรวจเลือด
                                                                                    ้
               จานวนเมดเลอดขาว 17,800 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิลิตร เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟลร้อยละ 92 ค่ายูเรีย
                          ื

                                                                                     ิ
                       ็
               พบจํานวนเม็ดเลือดขาว 17,800 เซลล/ลูกบาศกมิลลิลิตร เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟลรอยละ 92 คายูเรีย
               ไนโตรเจน 73 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ค่าครีเอตินิน 11.9 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ระดับโซเดียม 138 มิลลิอิควิวาเลนท์/
               ไนโตรเจน 73 มิลลิกรัม/เดซิลิตร คาครีเอตินิน 11.9 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ระดับโซเดียม 138 มิลลิอิควิวาเลนท/
               ลิตร ระดับโพแทสเซียม 3.9 มิลลิอิควิวาเลนท์/ลิตร ระดับคลอไรด์ 93 มิลลิอิควิวาเลนท์/ลิตร ระดับไบคาร์บอเนต
                      ิ
               ลิตร
                                                             ั
                                                           ิ
               21 มลลอิควิวาเลนท์/ลตร ระดับแคลเซียม 6.9 มลลกรม/เดซลตร ระดับฟอสเฟต  7.3 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
                                                                   ิ
                                                                    ิ
                                  ิ
                                                        ิ
                   ิ ระดับโพแทสเซียม 3.9 มิลลิอิควิวาเลนท/ลิตร ระดับคลอไรด 93 มิลลิอิควิวาเลนท/ลิตร ระดับไบคารบอเนต
               ระดับนาตาลในเลอดแบบเจาะปลายนวกอนมออาหาร 138 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้ป่วยมีโรคประจ าตัว คือ
                                                 ่
                                                     ้
                                                     ื
                                               ิ
                                               ้
                              ื

                     ้ลิอิควิวาเลนท/ลิตร ระดับแคลเซียม 6.9 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ระดับฟอสเฟต  7.3 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
               21 มิล
               โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไตเรื้อรังระยะสุดท้ายแต่ยังไม่ได้ฟอกเลือด (creatinine clearance   ื
                      ้
               ระดับนําตาลในเลือดแบบเจาะปลายน้วกอนมื้ออาหาร 138  มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผูปวยมีโรคประจําตัว คอ
                                                ิ
                                                                                              ์
                                                                                ุ
                                                                                                 ิ
               (CrCl) 14 มิลลิลิตร/นาที) มารบยาอยางต่อเนอง และใช้ยาเดิมมาตลอด ควบคมโรคได้ดี  แพทยวินจฉยว่า
                                                     ื
                                              ่
                                                                                                   ั
                                        ั
                                                     ่
               โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไตเรื้อรังระยะสุดทายแตยงไมไดฟอกเลือด (creatinine  clearance
                                                                      ั
                                                                           
                                                                    
               ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียภายในช่องท้อง (intraabdominal infection) และให้การรักษาด้วยยาต้านแบคทีเรีย  
                                                        ื
               (CrCl)  14  มิลลิลิตร/นาที) มารับยาอยางตอเน่องและใชยาเดิมมาตลอดควบคุมโรคไดดี แพทยวินิจฉัยวา
               ผูปวยติดเชื้อแบคทีเรียภายในชองทอง (intraabdominal infection) และใหการรักษาดวยยาตานแบคทีเรีย
                                                                                                    194

               194









                       แบบ empirical therapy ดวย piperacillin/tazobactam ทางหลอดเลือดดํา โดยให loading dose
               4 กรัม/0.5 กรัม ตามดวย maintenance  dose  2 กรัม/0.25  กรัม ทุก 6  ชัวโมง และยาเดิมสําหรับโรค
                                                                                  ่
                                                                                                       195
   210   211   212   213   214   215   216   217   218   219   220