Page 157 - เภสัชภัณฑ์ทางผิวหนัง-14052022
P. 157

ั
                     ทำได?โดยกระจายผงยาหรือแขวนลอยผงยาในตัวพาเฉื่อย เช@น โพแทสเซียมโบรไมด( (KBr) แล?วนำไปอด
                     เป”นแผ@นบางก@อนนำไปวิเคราะห(

                                                                                                        ื
                           4)  X-ray powder diffraction (XRPD) เป”นเทคนิคที่สามารถใช?ระบุเอกลักษณ(ผลึกหรอ
                     ตรวจสอบรูปแบบของผลึกพหุสัญฐานได? เนื่องจากให?ข?อมูลที่ชัดเจน รวดเร็ว ใช?ตัวอย@างไม@มาก และ

                     ขั้นตอนการวัดค@อนข?างง@าย เมื่อรังสีเอกซ(ตกกระทบผลึกที่มีโครงสร?างที่เป”นระเบียบและสม่ำเสมอ

                     ในช@วงความยาว จะเกิดการเลี้ยวเบน (diffraction) และแสดงแบบอย@างการเลี้ยวเบน (XRD pattern)

                                                                                                        ึ
                     ที่ประกอบด?วยพีกที่องศาตกกระทบต@างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวสำหรับแต@ละรูปผลึก ในขณะที่รูปผลก
                     แบบอสัญฐานจะแสดงพีกขนาดกว?าง (diffuse halo pattern) เรียบ ไม@แหลม เนื่องจากไม@มีโครงสร?าง

                     ที่เรียงกันเป”นระเบียบในช@วงยาว



                        7.2.2 ขนาดอนุภาคและการกระจายตัวของอนุภาค  (particle  size  และ  particle  size

                     distribution)
                           ขนาดอนุภาคของตัวยาสำคัญ และการกระจายตัวของขนาดอนุภาคเป”นปจจัยที่มีผลต@ออัตราการ

                     ละลาย การดูดซึม ความสม่ำเสมอของปริมาณยา (content uniformity) สี ความคงตัว การไหล อัตรา

                     การตกตะกอน และลักษณะความเรียบเนียนของตำรับเมื่อทาลงบนผิวหนัง อนุภาคขนาดใหญเมื่อทาลง
                                                                                                  @
                     บนผิวหนังจะทำให?รู?สึกสากผิว อนุภาคที่มีขนาดเล็กสามารถละลายและดูดซึมผ@านเมมเบรนได?ง@ายและ

                     เร็วกว@าอนุภาคที่มีขนาดใหญ เนื่องจากอนุภาคที่เล็กจะมีพื้นที่ผิวที่สัมผัสกับตัวทำละลายหรือของเหลว
                                             @
                     ในร@างกายได?มากกว@า อย@างไรก็ตามการลดขนาดอนุภาคให?มีขนาดเล็กมากเกินไปอาจเพิ่มโอกาสสัมผส
                                                                                                        ั
                     จากปจจัยในสภาวะแวดล?อม เช@น ออกซิเจน แสง ความชื้น มากกว@าอนุภาคที่มีขนาดใหญ@กว@า ทำให?เกิด


                     การเสื่อมสลายได?ง@ายกว@า นอกจากนี้อนุภาคของตัวยาควรมีขนาดสม่ำเสมอเพราะหากมีการกระจายตว
                                                                                                         ั
                     ของขนาดอนุภาคสูงอาจส@งผลต@อความไม@สม่ำเสมอของปริมาณยาได? การวัดขนาดอนุภาคและการ


                     กระจายตัวของขนาดอนุภาคมีข?อดีและข?อจำกัดที่แตกต@างกันไป ผู?ทำการทดลองควรเลือกใช?วิธีการหรือ
                     เครื่องมือให?ถูกต?องและเหมาะสมกับคุณสมบัติของสารและรูปแบบเภสัชภัณฑ(ที่จะผลิต การวัดขนาด


                     อนุภาคสามารถวัดได?หลายวิธี ได?แก@
                        1)  การใช?แร@ง (analytical sieving)


                           แร@งเป”นอุปกรณ(ทใช?สำหรับแยกขนาดอนุภาคโดยอาศัยการสั่นสะเทือนที่อาจจะทำโดยแร@งมือ
                                         ี่
                     หรือแร@งด?วยเครื่องกล แรงลมหรืออากาศ มีลักษณะเป”นช@องที่มีรูเป„ดที่มีขนาดแตกต@างกันในแต@ละชั้นท ี่


                                                                                                 ี่
                     เรียงต@อกันประมาณ 5-10 ชั้น ตะแกรงอาจทำจากไนลอน หรือลวดเหล็ก หรือพลาสติก (รูปท 7.3) การ
                     แร@งทางเภสัชกรรมมักใช?แรงการสั่นสะเทือนจากเครื่องกล ซึ่งมีตัวสั่นช@วยให?เกิดการสั่น ทำให?อนุภาคผง



                                                             143
   152   153   154   155   156   157   158   159   160   161   162