Page 173 - ebook.msu.ac.th
P. 173
170
เกินกว่าจะมองเห็นประโยชน์สุขของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ทั้งๆที่บางสาขาวิชาชีพต้องใช้เงินภาษีของ
ึ
ประชาชนในการศึกษาเล่าเรียนต่อหัวมากกว่าและมากที่สุด เมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่นในระดับอุดมศกษาด้วยกัน
ส่วนในประเด็นที่ว่าเรื่องราวต่างๆในหนังสือใบลานทั้งหลาย จะสะท้อนภาพสังคมของเจ้าของอย่างไร
ิ
นั้น แม้จะไม่สามารถเห็นภาพสะท้อนได้ทั้งหมดก็ตาม แต่เมื่อพจารณาในบางแง่มุม ก็พอจะเห็นได้ว่า ผู้คนใน
้
สังคมมักจะมีความคิดที่เลือกเฟนบางส่วนของบางเรื่อง ที่ต่างคิดเชื่อว่ามีความส าคัญมาเป็นส่วนหนึ่งใน
วัฒนธรรมของตนอยู่ไม่น้อย เช่น หมอสูตรและผู้เรียนวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ตลอดจนหมอยาพื้นบ้านในอดีต
มักจะยึดถือคะล า-ข้อห้าม ในการปฏิบัติตัวตามครูบาและต าราในหนังสือใบลานที่ก าหนดไว้อย่างเคร่งครัด
ด้วยความเชื่อเป็นตัวก ากับ ซึ่งกเป็นผลดีต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมชุมชน รวมทั้งกรณีตัวอย่างความเชื่อเรื่องพระ
็
ิ
มาลัย ซึ่งในอสานรู้จักกันในนามมาลัยหมื่นมาลัยแสน และความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์ที่มีอทธิพลต่อความคิด
ี
และพฤติกรรมในการฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรให้จบในวันเดียวทั้ง ๑๓ กัณฑ์ และความเชื่อเรื่องชีวิตในโลก
หน้า ที่ต้องพยายามสั่งสมการท าความดีในชีวิตนี้และกระทั่งคิดรู้สึกที่ท าให้ยอมรับสถานภาพของตนในชาตินี้
ว่าเป็นผลของบุญกรรมในชาติปางก่อน ฯลฯ
ความเชื่อจากหนังสือใบลานที่มีผลต่อความคิดและพฤติกรรมดังกล่าวนี้และอกหลายๆ เรื่องจะมีผล
ี
ต่อการจัดระเบียบสังคมในรูปแบบของการจัดงานบุญประเพณีพธีกรรมต่างๆ ตามแบบอย่างบรรพบุรุษที่เคย
ิ
เรียนรู้สืบทอดต่อๆ กันมา จนเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนส่วนใหญ่ในสังคมชุมชน
การสลายตัวของอักษรธรรมและอักษรไทยน้อยบนหนังสือใบลาน
ั
กล่าวได้ว่าอกษรปัลลวะหรืออกษรคฤนถ์ที่ใช้ในศิลาจารึกในสมัยเจนละ สมัยทวารวดีดีช่วงพุทธ
ั
ศตวรรษท ๑๒-๑๖ และอักษรขอมโบราณหรืออักษรขอมสมัยเมืองพระนคร ( อักษรอินเดียกลาง) ที่ใช้ในศิลา
ี่
จารึกช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ เป็นอักษรที่นักอักษรวิทยาและนักโบราณคดีเห็นว่าเป็นตัวอักษรของกลุ่มชน
มอญและขอม
แต่ตัวอักษรไทยน้อย คือตัวลาวเก่านั้น กลุ่มชนไทย-ลาว ช่วงพุทธศตวรรษ ๑๙ เริ่มพบหลักฐาน
ตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม ( ๑๘๙๖ ) เป็นต้นมา มีพบใช้ในศิลาจารึกด้วยอักษรไทยน้อยเก่าสุด ระบุปี พ.ศ.
๒๐๗๓ คือ จารึกวัดแดนเมือง จังหวัดหนองคาย ซึ่งก็ดูจะสอดคล้องกับหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์
ื
ที่กล่าวถึงเมองปากห้วยหลวง ( อ าเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย), เมืองโคตรบูร ( อาเภอธาตุพนม จังหวัด
นครพนม ), เมืองหนองหานหลวง (อ าเภอเมือง จังหวัดสกลนคร) ฯลฯ
แต่การจารึกหรือการจารบนใบลานที่เรียกว่าหนังสือผูกและหนังสือก้อมนั้น ส่วนใหญ่จะใช้อักษรธรรม
ซึ่งได้รับอิทธิพลจากล้านนา ที่เรียกว่า อักษรล้านนาหรืออกษรไทยใหญ่ และอักษรไทยน้อยหรืออักษรลาวเก่า
ั
(มีจารึกด้วยตัวอกษรขอมด้วย) กันอย่างกว้างขวางเรื่อยมาจนถึงสมัยราชส านักกรุงเทพฯ แห่งรัตนโกสินทร์
ั
ิ
ทั้งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อศาสนาที่เห็นในรูปของหนังสือใบลานผูก และที่เกี่ยวข้องกับพธีกรรมความเชื่อใน
ชีวิตในรูปของหนังสือใบลานก้อมเป็นส่วนใหญ่
ี
ครั้นเมื่อการศึกษาใหม่ขยายตัวเข้ามายังหัวเมืองอสานในระยะแรกๆ เริ่มตั้ง “โรงเรียนหลวง” ขึ้นใน
วัดที่อยู่ใกล้บ้านผู้ว่าราชการเมืองในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ และจนมี “ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง”
ี
ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ วัดก็ยังมีบทบาททางด้านการศึกษาอยู่เหมือนเดิม เพยงแต่ว่าได้มีความพยายามจะปรับให้มี
การเรียนการสอนด้วยแบบเรียนใหม่ที่จัดพมพมาจากส่วนกลาง แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยมีอทธิพลต่อการ
์
ิ
ิ
เปลี่ยนแปลงที่จะทาให้ตัวอักษรธรรมและอักษรไทยน้อยต้องสลายตัวเท่าใดนัก เพราะแม้จะถูกก าหนดมาจาก
ิ
อานาจส่วนกลางก็ตาม แต่ทางส่วนกลางก็ยังมีปัญหาเรื่องตัวแบบเรียน ที่ยังขาดงบประมาณในการจัดพมพ ์

