Page 180 - ebook.msu.ac.th
P. 180
177
ผลการวิจัย
ั
ั
ิ
กฎหมายโบราณลาวแสดงพัฒนาการทางประวติศาสตร์และสังคมในอาณาจักรล้านช้างที่มีววฒนาการ
ิ
มายาวนาน สะท้อนภาพวถีชีวต และแนวปฏิบัติของผู้คนแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี กฎหมายในสมัยยุค
ิ
เริ่มแรกก่อตั้งบ้านเรือน มลักษณะเป็นกฎหมายจารีตหรือกฎหมายประเพณีซึ่งสังคมลาวให้ความเคารพเชื่อถือผี
ี
ค าสั่งสอนหรือกฎระเบียบต่างๆ จึงอ้างวาเป็นค าสั่งของ ผีฟ้า ผีแถน และผีบรรพบุรุษ ที่กล่าวสั่งสอนปฏิบัติ
่
สืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี สอดคล้องกับแนวคิดของส านักกฎหมายประวติศาสตร์ ซึ่ง
ั
ิ
มหาวทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (๒๕๕๑ : ๑๗) ได้สรุปแนวคิดดังกล่าวไววา กฎหมายโดยทั่วไปจะเริ่มต้นใน
่
้
ิ
้
รูปแบบจารีตประเพณี ซึ่งตรงกับความเป็นจริงที่สนับสนุนจากการค้นควาทางมานุษยวทยาสังคม และ
ั
่
่
มานุษยวิทยาวฒนธรรม ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ยืนยันได้อยางชัดเจน วากฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์
ิ
ในสังคมที่มี ต่อมาได้ววฒนาการมาเป็นรูปแบบของกฎหมายนั้น เริ่มจากขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีทั้งนั้น
ั
โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีชาติใดที่เริ่มปรากฏการณ์ของกฎหมายในรูปแบบที่เป็นการบัญญัติกฎหมายขึ้น
แนวคิดของส านักกฎหมายประวติศาสตร์สามารถน ามาอธิบายพัฒนาการของกฎหมายโบราณลาวได้
ั
ิ
ิ
อย่างเป็นขั้นตอนตามระยะเวลาและยุคสมัย เริ่มจากค าสั่งสอนของบรรพบุรุษที่ประพฤติปฏิบัติในวถีชีวตของ
ชาวลาวในอาณาจักรล้านช้างเล่าสืบต่อกันมาจนกลายเป็นฮีตคองประเพณี น ามาเรียบเรียงเป็นกฎหมาย
ิ
่
ธรรมศาสตร์ขุนบรมในสมัยพระเจ้าวชุลราช ซึ่งสอดคล้องกับ Mayoury (๑๙๙๖ : ๗๓) ที่กล่าววา กฎหมาย
่
ธรรมศาสตร์ขุนบรมเป็นกฎหมายโบราณลาวที่เก่าแก่ซึ่งเชื่อกันวาเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน บันทึกเป็น
ลายลักษณ์อักษรในรัชกาลพระเจ้าวชุลราช ค.ศ. ๑๕๐๑-๑๕๒๐ และโยซิยูกิ มาซูฮารา (๒๕๔๖) กล่าวถึง
ิ
กฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรมว่าเป็นกฎหมายโบราณลาวที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตของคนลาวดั้งเดิมได้ดีกว่ากฎหมาย
ฉบับอื่นๆ เพราะยังไม่ค่อยได้รับอิทธิพลจากภายนอกมากเท่ากับกฎหมายฉบับอื่นๆ
้
ในสมัยเริ่มแรกก่อตั้งบ้านเมืองและรวบรวมให้เป็นอาณาจักรล้านช้าง มีการกล่าวอางค าสั่งสอนของ
ื่
แถน และบรรพบุรุษ เพอจัดระเบียบการปกครองตามบรรทัดฐานความเชื่อดั้งเดิมของชาวลาวคือ มีความ
เชื่อเรื่องผี เทวดา หรือแถน การนับถือบรรพบุรุษ นับเป็นพื้นฐานส าคัญในการเรียบเรียงต านานขุนบรม ที่
้
ื่
้
ชนชั้นผู้ปกครองหรือพระมหากษัตริย์สร้างขึ้นเพออางสิทธิ์ในการปกครองไพร่ฟาข้าแผ่นดิน และเพอความ
ื่
สะดวกในการรวบรวมก าลังพลให้มีจ านวนมาก ส าหรับการสร้างบ้านแปลงเมืองในระยะเริ่มแรกก่อตั้งเป็น
อาณาจักร
้
หลังจากที่เจ้าฟางุ่มประสบความส าเร็จในการรวมรวมชาวลาวสองฝั่งโขงให้เป็นอาณาจักรเดียวกันคือ
อาณาจักรล้านช้าง พระองค์ทรงจัดระเบียบการปกครอง แต่งตั้งบุคคลให้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ มีพระบรม
ราโชวาทก าหนดแนวปฏิบัติส าหรับคนเหล่านั้น โดยอาศัยความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีฟา ผีแถน และเนื่องจาก
้
้
ั
ความเชื่อนี้ค าขึ้นต้นพระนามของพระมหากษัตริย์ว่า “เจ้าฟา” จึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพนธ์ที่แนบแน่น
ระหว่างแถนกับเจ้า ซึ่งกษัตริย์องค์อื่นๆ ไม่ปรากฏค าน าหน้าพระนามเช่นนี้ ก่อนหน้านี้พระมหากษัตริย์ลาว
จะใช้ค าน าหน้าชื่อว่า ขุน ท้าว และพระยา เจ้าฟางุ่มจึงเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์แรกที่ยืนยันสาย
้
สัมพนธ์ที่แนบแน่นระหว่าง แถน และเจ้า เมื่อพระองค์เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากแถน พระองค์จึงมี
ั
ั
ความชอบธรรมที่จะใช้ค าสั่งของแถนมาจัดระเบียบการปกครอง และพฒนามาเป็นกฎหมายธรรมศาสตร์ขุน
บรมในระยะต่อมา
ค าสั่งหรือค าสอนของพระมหากษัตริย์จึงเป็นกฎระเบียบที่ผู้อยู่ภายใต้การปกครองต้องปฏิบัติตาม
ั
กฎระเบียบของชนชาติลาวในระยะแรกยุคสร้างบ้านแปลงเมืองจึงมีลักษณะเป็นค าสั่งสอนของพระมหากษตริย์
ดังที่ ส าลิด บัวสีสะหวัด (๑๙๙๕ : ๓) กล่าวไว้ในทัศนะและค าอธิบายของผู้ปริวรรตคัมภีร์ราชศาสตร์
กฎหมายโบราณลาวสรุปได้ว่า ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (Absolute Monarchy) พระเจ้า

