Page 82 - ebook.msu.ac.th
P. 82
79
13
มา เช่น มาลัยค าหลวงหรือมาลัยกลอนสวด ซึ่งเจ้าฟ้ากุ้งได้นิพนธ์ไว้ ซึ่งเชื่อว่าคงแต่งขึ้นในลักษณะเป็นกลอน
สดก่อนแล้วบันทึกทีหลังในช่วงรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา ในส่วนของภาคอสาน-คนลาวนั้นความเชื่อดังกล่าว
ี
ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมหลายเรื่องที่จารบันทึกในเอกสารใบลาน เช่น เทศน์คาถามาลัยหมื่นมาลัยแสน กาพย์
ิ
สอนปู่ กาพย์วิฑูรบันฑิต ค ากลอนสอนโลก และพญาอนทร์โปรดโลก เป็นต้น ทั้งยังมีการผลิตซ้ าและเผยแพร่
ในเทศกาลงานบุญต่างๆ รวมทั้งน ามาแต่งเป็นกาพย์กลอนในรูปแบบนิทาน ค าสอน ผญาภาษิต โดยเฉพาะสื่อ
ที่ท างานอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงประชาชนได้ง่ายก็คือ “กลอนล า” ดังปรากฏว่าแกนน า “กบฏผู้มีบุญ”
่
ในแต่ละครั้งนั้น นอกจากจะเคยบวชเรียนและมีโอกาสในการอานเอกสารใบลานแล้ว บางคนยังมี
ความสามารถในการใช้ทักษะทางภาษาและเป็นหมอล าด้วย ดังเช่น กรณีหมอล าน้อยชาดา(พ.ศ.๒๔๗๙) บ้าน
เชียงเหียน จังหวัดมหาสารคาม
หรือในกรณีผู้มีบุญที่หนองหมากแก้ว จังหวัดเลย (พ.ศ. ๒๔๖๗) ซึ่งได้ใช้แต่งกลอนล ามีเนื้อหาคล้าย
ื้
ื่
ั
กับในเอกสาร “พนเวียง” เพอปลุกเร้าส านึกทางชาติพนธุ์ลาว โดยเตือนให้ระลึกถึงความรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีต
ของอาณาจักรล้านช้าง ความเจ็บปวดในคราวการเผาเวียงจันท์เมื่อเหตุการณ์เจ้าอนุวงศ์ และสร้างความหวังว่า
ี
ต่อไปคนลาวจะไม่ต้องเดือดร้อนล าบากเพราะคนไทยอก โดยท านายว่าต่อไปเมืองเวียงจันท์จะรุ่งเรือง
ิ
เหมือนเดิม ชาวบ้านจะสมบูรณ์พนสุขและเป็นอสระจากไทย “..ไหลหลั่งเข้าเวียงแก้งฮงเฮอง ให้คืนมาสร้าง
ื
ุ่
ู
ุ่
ี่
ุ่
ุ่
เมืองทองให้ฮง เมืองทองฮงแล้วเมืองแก้วฮงน า..เห็นว่าเวียงจันท์ฮางเซาฮามอย่าฟาวว่า มันอโป๊บักแตงซ้าง
้
่
14
หน่วยปลาย เดี๋ยวนี้ก าลังเป็นผักหมเตี้ยกลางทางอย่าฟ่าวย่ า มันอี่ถอดยอดขึ้นยังอี่ได้ก่ายเกิน..”
ดังนั้น จะเห็นว่า “ภาษา” ที่จดจารบันทึกลงในใบลานนั้น นอกจากจะเป็น “พาหนะ” ที่มนุษย์ใช้
แสดงออกในการรับรู้โลก เป็นเครื่องมือในการคิด สร้างสรรค์ บันทึกรักษาความคิด ความรู้ ความเชื่อของสังคม
ิ
้
อสานและถ่ายทอดส่งต่อ “สาร” ดังกล่าวแล้ว “ภาษา” โดยตัวมันเองยังถูกใช้เป็นแหล่งอางองเพอยืนยันอต
ี
ั
ื่
ลักษณ์ เป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรมที่ช่วยสร้างความผูกพันทางชาติพันธุ์ (Ethnic Attachment) ได้ด้วย
15
“คนท างานวัฒนธรรม” ก าลังอยู่บนโลกที่ “ท้องถิ่นนิยม” ปะทะกับ “สากลนิยม”?
ตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๘๐-๙๐ เป็นต้นมา ดูเหมือนว่าวาทกรรม “โลกาภิวัตน์” (Globalization) ได้รับ
16
การกล่าวขานและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายทั้งในทางสนับสนุน(globalism)และต่อต้าน
(mundialism) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการสองทาง ดังนั้น ในมิติทางวัฒนธรรม
17
ด้านหนึ่งได้ท าให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชาติพนธุ์ต่างๆ การแพร่กระจายแนวคิดพหุลักษณ์ทาง
ั
13 ดูใน มาลัยกลอนสวด ฉบับที่ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร เป็นผู้เขียนค าน า พิมพ์ในงานปัญญาสมวาร ศพนาง
สิริกาญจนเสวก(ทองอยู่ สิริกาญจน) พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งนาวาตรี มหาทองย้อย แสงสินชัยเป็นผู้ตรวจช าระพิมพ์เผยแพร่
14 อ้างใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ (มปท., ๒๕๒๔.) หน้า ๒๖๙-๒๗๐.
15 อย่างไรก็ตาม การใช้ “ภาษาและวัฒนธรรม” โดยเชื่อว่าเป็นอัตลักษณ์หรือเป็นความผูกพัน(Attachment)โดย
ธรรมชาติที่ได้รับตกทอดมาแต่แรกเริ่ม (“given”) ดังที่พวกวัฒนธรรมนิยม (culturalist) ซึ่งเป็นแนวคิดย่อยหนึ่งของฝ่ายที่
เชื่อว่า “ชาติ” เป็นจริง เป็นของแท้ดั้งเดิมและเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (primordialism) นั้น กลับถูกปฏิเสธและ
วิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่มองว่าชาติเป็นผลผลิตของยุคสมัยใหม่ (modernism) ไม่เคยมีจริงแต่เป็นสิ่งถูกสร้างขึ้นมา ดังนั้น
อัตลักษณ์ทางสังคมและอัตลักษณ์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่สังคมก าหนดขึ้นมา (socially specific ) เท่านั้น ดูสรุปใน Umut
Ozkirmli, Theories of Nationalism: A Critical Introduction (New York: ST.Martin’s press, INC, ๒๐๐๐)
16 ดูแง่มุมการวิเคราะห์ใน Diane Perrons, Globalization and Social Change: People and Places in a
divides world (London and New York : Routledge, ๒๐๐๔)
17 ดูใน Anthony Giddens, Runaway World : How Globalization is Reshaping Our Lives (New York :
Routledge,๒๐๐๐)

