Page 85 - ebook.msu.ac.th
P. 85
82
ั
25
ี
ตัวเอง ทั้งยังโยงใยไปสู่ประเด็นต่างๆอกมากมาย โดยเฉพาะการเมืองทางวัฒนธรรมและอตลักษณ์ ซึ่งตาม
มุมมองดังกล่าวนี้ “คนท างานวัฒนธรรม” (cultural workers) จึงสามารถใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือของ
ั
กลุ่มหรือชุมชนท้องถิ่นในการตอบโต้ ต่อสู้ ต่อรองกบอานาจต่างๆ เช่น อดมการณ์และค่านิยมครอบง ากระแส
ุ
หลักของสังคม และโดยเฉพาะตัวละครหลักๆอย่าง “ทุน” และ “รัฐ” ได้
กระบวนทัศน์ใหม่ของคนท างานวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
โดยทั่วไป “วัฒนธรรม” อาจสามารถแบ่งออกกว้างๆเป็นวัฒนธรรมที่มีตัวตนสัมผัสได้ (tangible
culture) และวัฒนธรรมไร้รูป (intangible culture) ส าหรับเอกสารโบราณโดยเฉพาะบันทึกใบลานนั้น ดู
เหมือนจะมีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่ระหว่างการจัดแบ่งดังกล่าว กล่าวคือ ตัวคัมภีร์ใบลานและองค์ประกอบ
หรือศิลปวัตถุที่เกี่ยวข้องอาจจัดให้เป็นวัฒนธรรมที่มีตัวตน แต่ภาษาเขียนหรือองค์ความรู้และความเชื่อที่
ปรากฏหรือจดจารในใบลานอาจจัดเป็นวัฒนธรรมไร้รูป ทว่าหากน าเอาองค์ความรู้ที่จารในจากคัมภีร์ใบลานมา
สร้างสรรค์ให้เป็นผลผลิตหรือสิ่งประดิษฐ์ (artifact) เช่น น ามาผลิตและแปรรูปเป็นตัวยาหรือผลิตภัณฑ์อนๆ
ื่
สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีตัวตนขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้นจ าเป็นต้องรักษาวัฒนธรรมที่มี
ตัวตนไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไร้รูป รวมทั้ง “คน” ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมทั้งสองด้วย
ส าหรับความสนใจในวัฒนธรรมไร้รูปนั้นได้เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อราวทศวรรษ ๑๙๕๐ หรือหลังจาก
สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เมื่อได้เกิดความห่วงกังวลว่าประเพณีโบราณ ประเพณีหลวงและประเพณี
ท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่เพงได้รับความสูญเสียและบอบช้ าจากสงครามจะหายไป จึงเกิดโครงการที่จะรักษาปกป้อง
ิ่
และบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมขึ้นมา เรียกว่า “โครงการมหาสมบัติที่มีชีวิต” (living treasure) ซึ่ง
ั
สะท้อนถึงวิธีคิดแบบชาตินิยมในการวิตกกังวลที่จะสูญเสียอตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ ภายหลังจากนั้น
ราวทศวรรษ ๑๙๗๐-๘๐ องค์การยูเนสโกได้สืบแนวคิดดังกล่าวเพื่อปกป้องมรดกวัฒนธรรมของโลก โดยมีการ
ริเริ่มท าบัญชีรายการมรดกโลก (world heritage list) ขึ้นมา ทั้งยังได้รับการตอบสนองและสนับสนุนด้วยดี
จากนานาชาติ รวมทั้งมีการเสนอให้มีการจดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา
ื่
(intellectual property rights) ด้วย ทั้งนี้เพอเป็นกฎหมายปกป้องทรัพย์สินทางวัฒนธรรมไร้รูป ซึ่งวิธีคิดนี้ดู
ั
เหมือนจะพฒนาขึ้นมาพร้อมๆกับแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่จะกล่าวถึงข้างหน้าด้วย ทั้งนี้โดยมี
ื้
ความคิดพนฐานที่ว่ามรดกวัฒนธรรมไร้รูปจะถือว่าเป็นทรัพย์สินและมีเจ้าของถือสิทธิครอบครองได้ก็ต่อเมื่อ
26
สามารถสร้างมูลค่าหรือถูกท าให้กลายเป็นสินค้าได้
อนึ่ง การเคลื่อนไหวของยูเนสโกที่สนับสนุนให้น ามรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของชาติสู่การ
ุ
จัดท าบัญชีมรดกโลกนี้ ได้เป็นแรงผลักส าคัญของ “อตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ” ซึ่งก่อให้เกิด
ความตื่นตัวของสังคมต่อมรดกของชาติและได้ส่งผลต่อการแปรสภาพภูมิทัศน์ทั้งทางกายภาพและสังคมของ
ประเทศซึ่งด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงความลักลั่นย้อนแย้งของทางสองแพร่งระหว่างการสงวนรักษา
(preservation) กับการขูดรีด (exploitation) ต่อมรดก/อดีตและธรรมชาติ ดังกรณีของประเทศไทยที่สุโขทัย
25 ดูใน Marcy Darnovsky, Barbara Estein and Richard Flacks (Editors), Cultural Politics and Social
Movements (Philadelphia : Temple University Press,๑๙๙๕)
26 ดูใน Richard Kurin, “UNESCO’s ๒๐๐๓ International Convention for the Safeguarding of Intangible
Cultural Heritage : a Critical Examination,” Paper Presented at International Conference on Cross-cultural
Perspectives on Museums and Communities, Sirindorn Anthropology Centre, Bangkok, Thailand, ๒๘-๒๙
๒๘ September ๒๐๐๕.

