Page 86 - ebook.msu.ac.th
P. 86
83
้
และอยุธยาได้รับการบันทึกไว้ในบัญชีมรดกโลกในพ.ศ. ๒๕๓๔ พร้อมๆกับการขึ้นทะเบียนให้กับป่าห้วยขาแขง
และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงใน พ.ศ. ๒๕๓๕ เป้นต้น
ุ้
อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าความเฟื่องฟงของอุตสาหกรรมมรดกของชาติ นี้ยังเกิดมาจาก “การเมืองของซาก
ั
โบราณปรักหักพง” (the Politic of Ruins) โดยการท าให้มรดกของชาติเป็นสถาบัน (institutionalization)
ผ่านกระบวนการอนุรักษของกรมศิลปากรในการเลือกแหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์
์
ั
ในการสร้าง “อตลักษณ์ของชาติไทย” ซึ่งท าให้เกิดการเผชิญหน้าตอบโต้กับจากภาคประชาสังคมต่างๆในการ
27
ตีความทแตกต่างหลากหลาย นอกจากนี้ “ธุรกิจของการโหยหาอดีต” (the Business of Nostalgia) ที่มีต่อ
ี่
“ความเป็นชนบท”ครั้งอดีต (ที่ไม่ไกลนัก) ยังเป็นปัจจัยส าคัญ โดยมีชนชั้นกลางใหม่ซึ่งได้รับผลจากการเฟองฟ ู
ื่
ทางเศรษฐกิจช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐-๓๐ เป็นกลุ่มลูกค้าส าคัญ รวมทั้งการสนับสนุนจากนักวิชาการและ
ปัญญาชนที่กังวลว่าวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยอัน “โดดเด่นแตกต่าง” (unique) ดีงามนั้นจะถูกกลืนหายไป
ท่ามกลางการไหลบ่าของกระแสโลกาภิวัตน์ ดังปรากฏว่ามีการสนับสนุนให้ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นปีสนับสนุน
วัฒนธรรมไทย และยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๐ กระแสการเคลื่อนไหว“ชาตินิยม
ทางวัฒนธรรม” (cultural nationalism) ยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยการกล่าวหาบรรษัทข้ามชาติ และตลาดโลกเป็น
ต้นเหตุส าคัญ
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เอกสารโบราณและคัมภีร์ใบลานเป็นคลังสมบัติทางปัญญาญาณที่ส าคัญ
สามารถน าไปใช้ตีความ ขยายความและวิจัยต่อยอด สร้างประโยชน์และตอบสนองความต้องการของชุมชน
ท้องถิ่นและประเทศในมิติต่างๆได้ จึงจ าเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการที่ดี มีการปกป้องทางกฏหมายอย่าง
เหมาะสม (กรณีภูมิปัญญายาสมุนไพรจากต้นใบเป้าที่ถูกชิงจดลิขสิทธิ์โดยชาวต่างชาติดูจะเป็นบทเรียนที่ควร
ตระหนัก) โดยเฉพาะการท าวิจัยและสร้างสรรค์องค์รู้ในเชิงสหวิทยาการ (ซึ่งต้องสัมพนธ์กับการเปลี่ยนแปลง
ั
ู
และความต้องการของสังคม เช่น การผลิตต ารายาโดยปราศจากความพยายามที่จะฟนฟป่าหรือพนธุ์ไม้
ั
ื้
สมุนไพรและส่งเสริมหมอยาสมุนไพรก็ดูเหมือนจะท าให้ภูมิปัญญาดังกล่าวขาดบริบทและเป็นความไร้เดียงสา
ทางปัญญาญาณ) และการน าความรู้ดังกล่าวถ่ายทอด (Knowledge transfer) สู่สังคม
ดังนั้น จะเห็นว่าจุดเชื่อมต่อที่ส าคัญของคนท างานด้านเอกสารโบราณและพพธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นมีอยู่
ิ
ิ
สองประเด็นหลักๆ คือ ๑) “การสร้างสรรค์องค์ความรู้” (Creation of Knowledge) ซึ่งครอบคลุมทั้งการ
ศึกษาวิจัย (โดยรวมทั้งขั้นตอนในการส ารวจและปริวรรตด้วย) การบริการความรู้ รวมทั้งการสร้างเครือข่าย
ั
ื่
(networks) เพอพฒนาการวิจัยที่หลากหลายและเชื่อมโยงกันมากขึ้นทั้งระเบียบวิธีและประเด็นศึกษา และ
๒) “การท าความรู้ให้เป็นที่แพร่หลายแก่คนหมู่มาก” (Popularization of Knowledge) โดยครอบคลุมการ
ผลิตและเผยแพร่ผ่านสื่อรูปแบบต่างๆในวงกว้าง เช่น การจัดประชุมสัมมนา อบรม เอกสาร หนังสือ วารสาร
ิ
ิ
แผ่นพบ สื่ออเล็กทรอนิกส์ โทรทัศน์ วิทยุ และโดยเฉพาะ “พพธภัณฑ์” ที่สามารถเป็นช่องทางส าคัญในการ
ั
ิ
น าเสนอความรู้ต่อสังคมอย่างมีพลวัต
ี
ิ
อย่างไรก็ตาม ในการรับรู้ของคนส่วนใหญ่แล้วมักมองพพธภัณฑ์เป็นเพยงสถานที่เก็บรักษาและจัด
ิ
ื่
แสดง “วัตถุ” ที่แปลก หายาก แหล่งสะสมของเก่า หรือสิ่งของล้ าค่า สวยงามต่างๆเพอสนองความอยากรู้
อยากเห็น (Curiosity) ทว่าการรับรู้ดังกล่าวนั้นเป็นเพยงภาพลักษณ์หนึ่งของพพธภัณฑ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการ
ี
ิ
ิ
รับรู้ของคนในสังคมและประชาคมวิชาการที่มีต่อพพธภัณฑ์นั้นอาจสามารถแบ่งเบื้องต้นได้สี่กระบวนทัศน์
ิ
ิ
27 ดูใน Maurizo Peleggi, The Politics of Ruin and the Business of Nostalgia (BangKok:White Lotus
Press. ๒๐๐๒.)

