Page 88 - ebook.msu.ac.th
P. 88

85


                                                                      34
               “ตัวตน” และความรู้ที่เคยถูกกดทับไว้(subjugated knowledge)  เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นที่ยอมรับ
                                                                                                        35
               มากขึ้นนอกจากนี้การเคลื่อนไหวยังมาจากชนกลุ่มน้อยหรือคนชายขอบอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นชาวรักร่วมเพศ
               กลุ่มสตรีนิยม คนผิวสี และกลุ่มวัฒนธรรมย่อย(subculture)ต่างๆ ซึ่งท าให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และได้
                                                                                 ์
               น าไปสู่การไตร่ตรอง ตีความและการริเริ่มปฏิบัติการใหม่ๆในประชาคมพิพิธภัณฑและสังคมทั่วไป
                                                                                     ิ
                                               ุ
                                                                  ั
                       โดยเฉพาะการสร้างตัวแบบอดมคติ (ideal type) อนทะเยอทะยานที่ว่าพพธภัณฑ์แบบใหม่นั้น ควร
                                                                                    ิ
               ด ารง มีศักยภาพที่จะมอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น บทบาทในการสนับสนุนการตอบโต้ ต่อรองและ
                                  ี
               ลดทอนการกีดกันทางสังคมทั้งในระดับปัจเจก ชุมชนและสังคม ช่วยเพมพนความเคารพและความมั่นใจใน
                                                                              ู
                                                                            ิ่
               ตัวเองหรือภาพลักษณ์เกี่ยวกับตัวตน (self-image) สนับสนุนความสามารถและสร้างสรรค์ของบุคคล ส่งเสริม
               การสร้างความรู้แจ้งในตนเองตามความเป็นจริง (self-actualization) ส่วนในระดับชุมชนก็มุ่งหวังว่า
                  ิ
               พิพธภัณฑ์จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สนับสนุนการจัดระบบความรู้เกี่ยวกับตัวเอง (self-
               knowledge) เสริมพลังเพอให้ชุมชนพฒนาความมั่นใจและทักษะที่จะสามารถก าหนดและควบคุมชะตากรรม
                                     ื่
                                               ั
                                                                                              ิ
                                                                                            ิ
               ของตนเองและท้องถิ่นที่อยู่ ส าหรับในระดับสังคมก็หวังว่าภาพตัวแทนและการจัดแสดงของพพธภัณฑ์น่าจะมี
               ศักยภาพที่จะช่วยสนับสนุนความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชุมชนและการท้าทายภาพลักษณ์
               ตายตัวต่างๆที่อาจน าไปสู่ความขัดแย้ง
                                               36
                       จากข้างต้นจะเห็นว่า “พพธภัณฑ์” มิใช่เพยงสถานที่เก็บสะสม สงวนรักษาวัตถุสิ่งของ ศึกษาวิจัย จัด
                                            ิ
                                           ิ
                                                         ี
                                                                                        ั
                                                               ื่
               แสดงและสนับสนุนการศึกษา ตลอดทั้งให้ความบันเทิงเพอรองรับผู้สนใจที่มีสุนทรียะอนดีในยามว่างเท่านั้น
               หากแต่ยังบรรจุวาระส าคัญและลึกซึ้งต่างๆโดยเฉพาะการรับบทบาทที่ปรับเข้าหาส่วนรวม (public-oriented
                                     ื้
               role) มากขึ้น ถูกใช้เป็นพนที่ในการต่อรอง ตอบโต้ ช่วงชิง(contestation) รวมทั้งบทบาทในการหล่อหลอม
               ค่านิยมและสร้างความเข้าใจทางสังคมต่างๆ เป็นเครื่องมือของการเมืองทางวัฒนธรรมและการเมืองของอต
                                                                                                        ั
                                         ื่
               ลักษณ์ (identity politics) เพอกระตุ้นและสร้างจิตส านึก (consciousness-raising) รวมทั้งผลิตความทรงจ า
               กลุ่มและวาทกรรมต่างๆเกี่ยวกับชุมชนและสนับสนุนให้คนสามัญและชุมชนท้องถิ่นสามารถแสดงออกถึงการ
               ก าหนดชะตาชีวิตของตนเอง (self-determination)  ดังนั้น พพธภัณฑ์จึงมีส่วนในการส่งเสริมจิตวิญญาณ
                                                                      ิ
                                                                     ิ
                                                           37
               กลุ่ม สนับสนุนส านึกความเป็นเจ้าของและคาดหวังว่าจะสามารถน า “พลัง” ดังกล่าวนี้ไปใช้ในการต่อยอดงาน
               พัฒนาและปฏิบัติการอื่นๆต่อไป
                                        ิ
                                       ิ
                                                                                         ื่
                        ดังนั้น คนท างานพพธภัณฑ์และคนท างานวัฒนธรรมจึงต้องทบทวนตนเอง เพอปรับกระบวนทัศน์
               ทางเลือกในการตอบสนองการด ารงอยู่ท่ามกลางบริบทที่ก าลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากการตระหนักถึง
               บทบาทในฐานะเครื่องมือหนึ่งของ “การเมืองทางวัฒนธรรม” แล้ว บทบาทใหม่ของคนท างานวัฒนธรรมที่ควร
               ปรับปรุงพฒนาและด าเนินการควบคู่กันก็คือการเป็นส่วนหนึ่งใน “การพฒนาอย่างยั่งยืน” ภายใต้บริบทของ
                                                                            ั
                        ั
               “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”ซึ่งเริ่มแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาด้วย

                     34  ดังกรณีคนพื้นเมืองอเมริกันที่อ้างสิทธิทางกฎหมายและคุณค่าทางวัฒนธรรมของตนเอง ดูใน Roger Anyon, T.J.
               Ferguson and John R. Welch, “Heritage management by American Indian tribes in the Southwestern
               United states,” in Cultural Resource Management in Contemporary Society: Perspectives on
               Managing and Presenting the Past, Ibid., pp. ๑๒๐-๑๔๑.
                     35  ดูใน Angela Vanegas, “Representing lesbians and gay men in British social history museums,” in
               Museums, Society, Inequality ed. Richard Sandell (Florence, KY, USA: Routledge, ๒๐๐๒), pp.๙๘-๑๑๐.
                     36  ดูใน Richard Sandell, “Museums and The Combating of Social Inequality: Roles, Responsibilities,
               Resistance,” in Museums, Society, Inequality, Ibid., pp. ๓- ๒๓.
                     37  Charlotte P. Lee, The Role of Boundary Negotiating Artifacts in the Collaborative Design of a
               Museum Exhibition (University of California:  Los Angeles, ๒๐๐๔) p. ๖๒.
   83   84   85   86   87   88   89   90   91   92   93