Page 21 - ebook.msu.ac.th
P. 21
๑๐
และปราสาททองค า ชาวเมืองล้วนศรัทธาต่อการบุญกุศล ถือศีลให้ทาน นิยมให้ลูกตนบวชสืบทอดพระศาสนา
อยู่เนืองนิตย์
ยังมีย่าเฒ่าอนาถาคนหนึ่ง อาศัยอยู่นอกเมือง นางมีเพียงควายหนึ่งตัวชื่อ“บักหย่อม” เป็นเพื่อน
นางก็ได้เลี้ยงดูเป็นอย่างดี วันหนึ่งนางคิดอยากได้ที่นาสักแปลง เพื่อท านาปลูกข้าวเพราะไม่อยากรบกวนขอ
ข้าวผู้ใด จึงไปขอแบ่งที่นาจากเพื่อนบ้านเป็นที่ท ากิน เพื่อนบ้านใจดีแบ่งปันที่นาให้ โดยให้ผืนนาของนางอยู่
ตรงกลางรายล้อมด้วยที่นาของเพื่อนบ้าน นางได้ลงมือท านาด้วยความใส่ใจจนข้าวของนางออกรวงสวยงาม
และหวังใจว่า จะน าข้าวไปท าบุญถวายทานเพื่อสั่งสมบุญกุศลให้เกิดแก่นาง แต่พระอินทร์ได้ส่องทิพยเนตร
ทราบว่า ย่าเฒ่านางนี้คือผู้ที่จะเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอนาคต จึงแปลงเพศเป็นช้างลงมาท าลายข้าวที่พร้อม
จะเก็บเกี่ยวอันย่าเฒ่า จากนั้นก็หนีเข้าป่าโดยทิ้งรอยเท้าไว้ ข้ามป่าเขาล าเนาไพร สุดถึงภูสิงห์ เขตเมืองจ าปา
แล้วพระอินทร์ก็กลับคืนสู่สรวงสวรรค์
รุ่งเช้าเมื่อนางมายังนาของตน พอเห็นสภาพนาข้าวซึ่งพร้อมเก็บเกี่ยวถูกเหยียบย่ าท าลายจมโคลนตม
ไปเสียสิ้น ไม่เหลือรวงดีแม้แต่รวงเดียวและเกิดเฉพาะกับนาของนาง ทั้งๆ ที่อยู่ตรงกลาง แต่นาผู้อื่นกลับไม่
เสียหาย นางทั้งน้อยใจ โกรธและเศร้าใจมาก เห็นแต่รอยท้าวใหญ่เหยียบย่ าไปทั่วนา จึงออกเดินทางไปตามหา
ตัวผู้ท าลาย ผ่านป่า ภูเขา ติดตามรอยไปเป็นระยะเวลาสองเดือน ในเดือนยี่หน้าหนาวระหว่างเดินรอนแรมไป
นางเกิดกระหายมาก แหล่งน้ าต่าง ๆ ในธรรมชาติที่มีล้วนแห้งเหือดหมด เหลือเพียงน้ าปัสสาวะในรอยเท้าช้าง
เท่านั้น นางจึงจ าใจดื่มเพื่อดับความกระหาย ตกค่ านางฝันประหลาดต่างๆ ได้แก่ พระอินทร์มาอุ้มนางไปไว้ที่
ปราสาทวิไชยนต์ ฝันว่า ราหูบังพระจันทร์ตกลงจากฟากฟ้ามีแสงเรื่อเรืองและนางได้พระจันทร์เป็นของตนเอง
ฝันว่าพระอาทิตย์มาส่องแสงสว่างทั่วป่า ฝันว่า มีธุงรัดรอบเขาพระสุเมรุจนสั่นสะเทือนน่ากลัว นางสะดุ้ง
ตื่นด้วยความกลัว แต่นางก็ยังออกตามรอยช้างต่ออีกเป็นเวลาถึงสามเดือน พระอินทร์จึงไปเชิญเทวบุตร
ผู้ซึ่งเป็นหน่อโพธิสัตว์ แต่จะหมดสิ้นอายุขัยจากชั้นดาวดึงส์ ลงมาจุติใช้ชาติเพื่อบ าเพ็ญบารมีและให้เทวดา
สององค์ อันเป็นสหายโพธิสัตว์ลงมาเกิดที่ต่างเมืองด้วย
ไม่นานนักย่าเฒ่าก็ตั้งครรภ์ นางคิดด้วยความแปลกใจในเหตุของการตั้งครรภ์และแน่ใจว่า เพราะกิน
น้ ารอยเท้าช้าง เกิดความละอายเพื่อนบ้าน เกรงจะเป็นที่ติฉินนินทา จึงหวนกลับคืนเมืองศรีสาเกสที่ตนจากมา
เป็นเวลา ๑๐ เดือนนางจึงคลอดกุมารซึ่งมีผิวพรรณงามดั่งทองค า ร่างกายสมส่วนดุจพระอินทร์ออกมาและให้
ชื่อบุตรของนางว่า “คัชชนาม” เพื่อนบ้านต่างก็ช่วยแม่เฒ่าดูแลกุมารน้อยเหมือนลูกของตนเอง กุมารน้อยผู้นี้
มีลักษณะพิเศษคือ มีก าลังมาก เหาะเหินเดินอากาศและด าดินได้แรงมากมหาศาลนัก เมื่อถึงวัยก าลังหัดเดิน
พระอินทร์ได้ให้เทวบุตรน าดาบ “ศรีคันไชย์”มาถวายกุมาร แม่เฒ่า เพื่อนบ้าน ชาวเมืองต่างดีใจและชื่นชมใน
ความสามารถของกุมารน้อยผู้นี้เป็นอย่างมาก
ในสมัยต่อมาได้เกิดความวิบัติขาดแคลน ฝนแล้งนาล่มทั่วผืนแผ่นดิน เมืองศรีสาเกสอันมั่งคั่งก็ไม่เว้น
บ้านเมืองกลับอัตคัดขัดสน เกิดความอดอยากยากแค้น ชาวเมืองจึงต้องเข้าป่าเข้าหาลูกไม้ เผือก มัน ประทัง-
ชีพ นับวันอาหารยิ่งหายาก ต้องออกหาเป็นระยะทางไกลเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้คนก็ต่างต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด
ในค่ าคืนหนึ่ง กุมารน้อยที่พึ่งหัดเดินได้กล่าวกับแม่ว่า ในดอยใหญ่แห่งหนึ่งมีเครือมันและหัวมันใหญ่
อยู่จ านวนมาก จนท าให้นางฉงนสนเท่ห์ว่า เด็กน้อยพึ่งหัดเดินท าไมถึงรู้ดีนัก ท าให้นางย้อนคิดถึงความฝัน
นึกถึงรอยเท้าช้างว่า ชะรอยจะเป็นพระอินทร์มาโปรด รุ่งเช้าทั้งสองจึงออกเดินทาง นางแบกเสียม กุมารน้อย
สะพายศรีคันไชย เพื่อเสาะหาหัวมันตามที่กุมารกล่าว ดั้นด้นจนถึงดงมันที่หมาย ทั้งสองต่างดีใจที่เป็นจริง
ตามที่กุมารกล่าว จึงลงมือช่วยกันขุดมัน
ขณะที่ทั้งสองกุลีกุจอขุดมันนั้น มียักษ์ตนหนึ่งชื่อ “สัจจะยักข์” มันมีตาแดงก่ า ในมือถือสากก้อม
ออกหากิน ยักษ์ได้เห็นควันไฟที่ทั้งสองก่อไว้เพื่อท าอาหาร ก็ย่างสามขุมดุ่มเข้าหาแล้วจิกผมแม่ย่าเฒ่าหวังจะ

