Page 195 - ebook.msu.ac.th
P. 195

192


                       ภายหลังเป็นท้าวบุรีจันแล้วทั้งนาคและเทวดาต่างมีบทบาทในการรับผิดชอบดูแลอาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายใน
               พระนครอีกด้วย โดยให้เทวดาดูแลตั้งแต่คุ้มเหนือไปคุ้มใต้ ส่วนนาคนั้นให้รักษาศรีเมืองทั้ง ๕ แห่งภายใต้จารีตประเพณีเดิม
               และพุทธศาสนา เช่น
                                     “ที่นาใต้แห่งหนึ่ง ที่นาเหนือแห่งหนึ่ง ที่พันท้าวแห่งหนึ่ง
                                     ที่หาดทรายผ่อหล่ าแห่งหนึ่ง ที่คกค าแห่งหนึ่ง นาคตัวใด
                                     อยู่ในที่เป็นศรีเมืองใดก็ให้รักษาอยู่ ณ ที่นั้นเทอญ และ
                                     ขอให้นาคทั้งหลายไปเที่ยวดูแลรักษาเงือกงูที่เป็นบริวาร
                                     แห่งท่านทั้งหลาย อย่าได้ให้ขบกัดผู้คนที่ไม่ได้กระท าผิด
                                     จารีตประเพณีเดิม จงช่วยกันปกปักรักษาพระพุทธศาสนา
                                     บ้านเมืองรุ่งเรืองเหมือนดังท่านนี้ และให้เขาทั้งหลายตั้งอยู่ใน
                                     ไตรสรณคมณ์รักษากงจิตร์แก้วแห่งพระพุทธเจ้าด้วย
                                     ครั้งนั้น สุวรรณนาคได้ยินค าของเทวดากล่าวดังนั้น
                                     ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงแต่งให้นาค ๔ ตัวไปเป็นล่ามเมือง
                                     ส าหรับพิจารณาดูคุณโทษแห่งราษฎรชาวเมืองทั้งหลาย
                                     ควรกัดให้กัด ควรกินให้กิน ล่ามทั้ง ๔ ตัวนี้คือ กายโลหนาคหนึ่ง
                                     เอกจักขุนาคหนึ่ง สุคันธนาคหนึ่ง อินทจักกนาคหนึ่ง
                                     ทั้ง ๕ นี้เป็นล่ามเมือง”
                                                                         (กรมศิลปากร. ๒๕๓๗: ๑๐๕)

                       เนื้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเทวดาและนาคคงเป็นข้าราชบริพารและผู้คนพื้นเมืองในท้องถิ่น ดังนั้นชนพื้นเมือง
               เดิมในสุวรรณภูมิจึงเต็มไปด้วยความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์
                       ดังนั้น “ภูก าพร้า” จึงเป็นทั้งพื้นที่ที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในและภายนอก
                                                             ื่
                                                                                                 ื้
               เนื่องจากเป็นพื้นที่สาธารณะและอาณาบริเวณพรมแดนที่จุดเชอมต่อส าคัญของเมืองหรือรัฐโบราณในภูมิภาค พนที่ภูก าพร้า
               เป็นที่เชื่อมโยงกันของแม่น้ าหลายสายจึงเป็นจุดศูนย์กลางร่วมกันของพื้นที่ บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจทอุดมมั่งคั่งด้วย
                                                                                               ี่
               แหล่งอาหาร ของป่า จึงเป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อทางการค้าขายของเครือข่ายเมืองหรือรัฐโบราณมาตั้งแต่อดีต เห็นได้
               จากจดหมายเหตุของชาวยุโรปเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๑๘๔ กล่าวถึง “พ่อค้าลาวสองคน”  เดินทางไปขายครั่งขายก ายานที่เมือง
               ปัตตาเวีย (อนโดนีเซีย) โดยไปกับเรือส าเภาของท่าน “อาแบนตาสมาน” (Abel Tasman) และพ่อค้าลาวได้ร้องขอต่อผู้ส าเร็จ
                         ิ
               ราชการฮอลันดาให้ส่งทูตมาติดต่อกับประเทศลาว (สิลา วีระวงส์. ๒๕๓๕ : ๑๑๘) จึงกล่าวได้ว่าภูก าพร้ามีความส าคัญที่
               เชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ าโขงตอนบน และตอนล่าง รวมทั้งเวียดนามกลางและอยุธยาซึ่งเป็นเมืองท่าที่ส าคัญในสมัยรัฐโบราณ
               ตามที่มาซูฮารากล่าวว่า เครือข่ายทางเศรษฐกิจในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ นั้นมีรูปทรงคล้ายกับสามเหลี่ยมโดยมียอด
               บนคือ เมืองหลวงพระบาง ส่วนฐานคือ เมืองด่านซ้ายและเมืองธาตุพนม (มาซูฮารา. ๒๕๔๖ : ๘๐) นอกจากเมืองธาตุพนมหรือ
               บริเวณภูก าพร้าแล้ว ในระยะต่อมายังมีเมืองอื่นที่มีความส าคัญในเชิงเศรษฐกิจเกิดขึ้นเช่นกัน ดังบันทึกการเดินทางของท่านวัน
               วุสต๊อบ (Van Wuysthoff) พ่อค้าชาวฮอลันดากล่าวถึงความส าคัญของเมืองนคร(เมืองนครพนม ขณะนั้นตั้งอยู่ที่เมืองเมืองท่า
               แขก) ที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับภาคกลางของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. ๑๖๔๑ (พ.ศ. ๒๑๘๔) ว่า “มีเส้นทางหนึ่งที่เริ่มจากฝั่ง
               แม่น้ าโขง (เมืองนครพนม)ไปหาประประเทศอานาม (เมืองเว้) ซึ่งมีระยะเดิน ๒๒ วัน เชื่อแน่ว่าเป็นถนนซึ่งพวกจีนเขียนบอกไว้
               ว่าในศตวรรษที่ ๗ มีหนทางเส้นหนึ่งจากเมืองวินมาสู่ราชจักรวันตัน (เวียงจันท์) ซึ่งอยู่ติดกับประเทศก าปูเจีย (กัมพูชา)” (สิลา
                                                          ุ
               วีระวงส์. ๒๕๓๕ : ๑๐) และในตอนอื่นของบันทึกท่านวัน วสต๊อบ (Van Wuysthoff) กล่าวอย่างชัดเจนว่า “เดินทางจากโฮยอาน
               (ทางใต้ของเมืองเว้) มาถึงนครพนมใช้เวลา ๒๒ วัน” เช่นกัน (มาซูฮารา. ๒๕๔๖: ๑๐๓)
                       ส่วนเส้นทางคมนาคมหลักภายในระหว่างธาตุพนมกับเวียงจันท์นั้นน่ามี ๒ เส้นทางส าคัญคือ เส้นทางทางน้ าตาม
               แม่น้ าโขง ซึ่งระหว่างเมืองธาตุพนมกับเวียงจันท์นั้นไม่มีเกาะแก่งใหญ่แต่อย่างใดจึงท าให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัย ส่วน
               อีกเส้นทางเป็นทางบกจากธาตุพนมผ่านเมืองหนองหานหลวงและหนองหานน้อย หนองคาย และทั้งสองเส้นทางคณะส ารวจ
                                                               ้
               ชาวฝรั่งเศลน าโดย เอเจียน แอมอนิเย (Etienne Aymonier) เคยใชเดินทางจากธาตุพนมไปหนองคายเมื่อปลายปี ค.ศ. ๑๘๘๓
               (พ.ศ. ๒๔๒๖)  (แอมอนิเย. ๒๕๓๙ : ๑๑๕-๑๓๔ ; ๑๕๑-๑๘๕)
   190   191   192   193   194   195   196   197   198   199   200