Page 194 - ebook.msu.ac.th
P. 194
191
ดอยเข็ญใจภูก าพร้าก็เพื่อเหตุอันนั้น”
(กรมศิลปากร. ๒๕๓๗ : ๖๖)
นอกจากนี้ยังเน้นย้ าความส าคัญของพระยาศรีโคตรบูรและพระยาทั้ง ๕ ที่มาร่วมฐาปนาพระอุรังคธาตุ ดังความที่
กล่าวว่า
“อนึ่งพระพุทธเจ้าสั่งให้เอาพระอุรังคธาตุมาประดิษฐาน
เป็นภาษาบาลีว่า อุรงฺคธาตุ ในดอยเข็ญใจ ตามที่
พระศาสดาตรัสว่า พระยาติโคตรบูรเสมอออก พระยาเป็น
เชื้อหน่อพุทธวงศา ท้าวพระยาทั้ง ๕ ที่มาก็เป็นเนื้อหน่อ
พระอรหันต์ และเป็นพระยาธรรมสืบพระพุทธศาสนา”
(กรมศิลปากร. ๒๕๓๗ : ๖๖)
เมื่อพิจารณาเนื้อความข้างต้นวิเคราะห์ได้ว่า “ความเป็นก าพร้า” หมายถึง พื้นที่ที่ไม่มีบิดามารดา ไม่มีญาติมิตร นน
ั้
คือ “พื้นที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์” (No man’s Land) ดังนั้นภูก าพร้าจึงเป็น “พื้นที่สาธารณะ” หรืออาณาบริเวณ
พรมแดน (Frontier) ของเมืองหรือรัฐโบราณโดยรอบ ที่มีความหมายแตกต่างจากการเป็นเขตแดนประเทศ (Borderland) เช่นรัฐ
ิ์
ชาติสมัยใหม่ในปัจจุบัน สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณ์กับพื้นที่ศักดิ์สิทธของศรีศักร วัลลิโภดมว่า เป็นการสร้างดุลย
ิ์
ภาพระหว่างอ านาจศักดิ์สิทธ (Sacred) กับอ านาจสาธารณ์ (Profane) ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในส านึกของความเป็นมนุษย์ อานาจอย่าง
แรกมาจากความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์เชอและสมมุติขึ้นมา มีสถาบันทางสังคมที่สร้างขึ้นมาธ ารงอ านาจ
ื่
นี้คือ ศาสนา ท าหน้าที่ส าคัญในการจรรโลงศีลธรรม ส่วนอ านาจสาธารณ์คือ อ านาจที่มาจากต าแหน่งหน้าที่การงานและมนุษย์
ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการอยู่รวมกันของมนุษย์ อ านาจนี้เป็นสิ่งที่ “รัฐ” กระจายให้กับการแสวงหาผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ
และการเมือง แต่เดิม “พื้นที่ทางสังคม” (Social Space) ของท้องถิ่นด ารงอยู่ได้ด้วยการสร้างดุลยภาพของอ านาจทั้งสอง เห็น
จากทุกหน่วยทางสังคมล้วนมีความสัมพันธ์กับอ านาจนอกเหนือธรรมชาติ ความเชอในอ านาจศักดิ์สิทธิ์มองผ่านได้จากการ
ื่
ชุมนุมของคนในการประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ยอมรับในจารีตและขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนกฎข้อห้ามเดียวกัน และที่
ส าคัญมีการสร้างส านึกในท้องถิ่นเดียวกันเห็นได้จากการสร้างต านาน (Myth) ความต่างกันระหว่างอ านาจศักดิ์สิทธิ์และอ านาจ
สาธารณ์นั้นมีผลท าให้เกิดความราบรื่นและปลอดภัยกับการอยู่ร่วมกันของผู้คนในท้องถิ่น (ศรีศักร วัลลิโภดม. ๒๕๔๔ : ๒๒๐-
๒๒๔)
๓. ต านานอุรังคธาตุกับเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในลุ่มแม่น้ าโขง
ี่
เครือข่ายความสัมพันธ์ในพื้นทที่ปรากฏในอุรังคธาตุนั้นสามารถแบ่งเป็น ๓ ระดับด้วยกันคือ เครือข่ายความสัมพันธ์
ในระดับรัฐหรือเมืองภายในพื้นที่ เครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองหรือกับอ านาจในท้องถิ่นของคน
พื้นเมือง และเครือข่ายความสัมพันธ์ของพื้นที่ลุ่มน้ าโขงกับรัฐภายนอก โดยต านานสร้างพื้นที่ทางสังคมจากเครือข่าย
ความสัมพันธ์ของระบบครอบครัวและเครือญาติ ดังเนื้อหาเสนอว่ากษัตริย์ทั้ง ๕ พระองค์มาสร้างอูบมุงปิดพระธาตุนั้นกลับ
ชาติไปเกิดใหม่อยู่ในเมืองต่างๆ และเป็นพี่น้องร่วมญาติผ่านปริศนาธรรมว่า “เขือไป ขามา ขาไป เขือมา” (กรมศิลปากร.
๒๕๓๗ : ๖๔) ปริศนาธรรมนี้ชว่า พระยาทั้ง ๕ พระองค์นั้นกลับมาเกิดใหม่หลายชาติในหลายเมืองทั้งเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน
ี้
หรือเครือญาติกัน และการสร้างความสัมพันธ์กันด้วยการแต่งงาน การส่งเครือญาติไปปกครอง หรือการประกอบพิธีกรรมต่างๆ
ร่วมกันอันเป็นการสร้างพื้นที่ทางสังคมที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ร่วมกัน
ส่วนความสัมพันธ์ในระดับผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกันโดยผลประโยชน์ อ านาจการ
ปกครอง ตามจารีตความเชอดั้งเดิมและพุทธศาสนา ดังข้อสังเกตจากต านาน อุรังคธาตุแสดงให้เห็นว่าบุรีจันอ้วยล้วยแห่ง
ื่
หนองคันแทเสื้อน้ าได้ขึ้นเป็นพระยาเพราะความชวยเหลือจากนาคและเทวดา แสดงให้เห็นว่าบุรีจันเป็นผู้กว้างขวางและมีทั้ง
่
พระเดชกับพระคุณต่อนาค (คนท้องถิ่น) ทั้งกรวดน้ าอุทศส่วนกุศลให้นาคอยู่สม่ าเสมอ อีกทั้งยังจับตัวเอกจักขุนาคและสุคันธ
ิ
นาคไว้เป็นตัวต่อรองกับสุวรรณนาคเพื่อให้นาคทั้งหลายชวยให้ตนได้นาง “อินทสว่างลงฮอด” ธิดาของท้าวค าบางมาเป็น
่
ภรรยา จนในที่สุดท้าวค าบางได้อภิเษกสมโภชบุรีจันอ้วยล้วยขึ้นเป็นเจ้าบุรีจันพระสวามีนางอินทสว่างลงฮอดพร้อมทั้งมอบ
บ้านเมืองให้ทั้งสอง

