Page 196 - ebook.msu.ac.th
P. 196

193


               สรุป

                       ต านานอุรังคธาตุชี้ให้เห็นพื้นที่ทางกายภาพบริเวณ “ภูก าพร้า” ที่บรรจุพระอุรังคธาตุนั้นเป็นบริเวณพื้นที่ศูนย์กลางที่
               บรรจบกันระหว่างแม่น้ าหลายสายคือ แม่น้ าโขงทางทิศเหนือและทิศใต้ ล าน้ าก่ าทางทิศตะวันตก และล าเซบั้งไฟทางทิศ
                                                                                                   ี่
                                                                                                 ื้
                               ื้
                                 ี่
               ตะวันออก และเป็นพนทมีความส าคัญที่พระยาทั้งหลายมาร่วมประกอบพิธีกรรม จนสร้างภูก าพร้าให้กลายเป็นพนทศักดิ์สิทธิ์
                            ี่
               (พระธาตุพนม) ทเชื่อมโยงกับอ านาจของผู้ปกครองซึ่งอยู่ในสถานะ “พระยา” รวมทั้งผู้คนในแถบบริเวณลุ่มน้ าโขง พระยาทั้ง
               ๕ พระองค์จึงเป็นตัวแทนอ านาจของเมืองทั้ง ๕ คือ ศรีโคตรบูร หนองหานหลวง หนองหานน้อย อินทปฐนคร (เมืองขอมพระ
                                                                                          ั
                                                                                       ี
               นคร) และเมืองจุฬนี (เมืองเว้) และยังแสดงให้เห็นเครือข่ายความเชอมโยงระหว่างพระยาเมืองอื่นอกหลายเมือง จึงกล่าวได้ว่า
                                                                ื่
               “อุรังคธาตุ” เป็นต านานส าคัญที่แสดงให้เห็นการสร้างพื้นที่ทางสังคม (Social Space) ผ่านพนที่ทางกายภาพ (Physical Space))
                                                                                 ื้
               และพื้นที่ทางความคิด (Mental Space) ของคนลุ่มน้ าโขงสมัยโบราณ ผ่านการเชอมโยงของความเชอดั้งเดิม กลุ่มชนดั้งเดิม
                                                                                        ื่
                                                                          ื่
               และเส้นการเดินทางประทับรอยพระพุทธบาท(Place making) เป็นการสร้างภาพตัวแทนความจริง อนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่
                                                                                        ั
               ภายในของคนลุ่มน้ าโขงสมัยโบราณ สมัยล้านช้าง กระทั่งถึงปัจจุบัน
                                                                                                  ี่
                                                                                                        ิ์
                                                                                       ี่
                       การฐาปนาและการปิดอูบมุงพระอุรังคธาตุมีนัยส าคัญทางการเมือง รวมทั้งการท าให้พื้นทกลายเป็นพนทศักดิ์สิทธที่
                                                                                               ื้
               ซ้อนทับความเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างอุบายในการใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม การวิเคราะห์อุรังคธาตุดังกล่าวข้างต้นท า
               ให้ทราบว่า อุรังคธาตุเป็นต านานที่สร้างและให้ความหมาย “พื้นท” (Space) ของลุ่มน้ าโขงอันแสดงให้เห็นข้อมูลหลายด้าน ทง ั้
                                                               ี่
               สภาพภูมิศาสตร์กายภาพของพื้นที่ต่างๆ ในลุ่มน้ าโขงโดยมีภูก าพร้าเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งยังน าเสนอเครือข่ายความสัมพันธ์
               ระหว่างเมืองต่างๆ ในพื้นที่นี้เพื่อสร้าง/น าเสนอเครือข่ายทางสังคม ผ่านการเดินทางประทับรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า
                               ื่
               รวมทั้งแสดงให้เห็นเชอมโยงว่ากษัตริย์ในต านานนี้เป็นกษัตริย์ในพงศาวดารลาวที่มีบุญญาธิการ สามารถก่อสร้างอูบมุงและ
                                                                                            ื่
               ฐาปนาพระอุรังคธาตุอันเป็นศูนย์รวมใจของกษัตริย์ ขุนนาง ประชาชน และนาค อันอาจหมายถึงความเชอดั้งเดิมหรือชนเผ่า
               พื้นเมืองที่มีอ านาจดั้งเดิมในพื้นที่ ดังนั้นอรังคธาตุจึงเป็นการน าเสนอภาพตัวแทนของพื้นที่ (Representation of space) ทั้งพื้นที่
                                             ุ
               ทางกายภาพลุ่มน้ าโขง พื้นที่ทางความคิดภายใน พนที่ทางสังคม พื้นที่ทางการเมือง เพื่อสร้าง/น าเสนอความสัมพันธ์ของคน
                                                    ื้
                           ื่
               กลุ่มต่างๆ ที่เชอมโยงกับการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจและสังคม พื้นที่ทางความคิด และพื้นที่ทางการเมืองผ่านต านานที่
               แพร่หลายกันโดยทั่วไป ดังนั้นกล่าวได้ว่า “ต านานอรังคธาตุ” มิใช่ตัวบทที่เป็นพุทธต านานเท่านั้น หากแต่ด ารงอยู่ในสถานะที่
                                                     ุ
               ส าคัญคือ เป็นภูมิศาสตร์ต านาน และเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่น าเสนอภาพตัวแทนของเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
               และสังคมในลุ่มแม่น้ าโขงตอนล่างมาตั้งแต่สมัยโบราณ

               บรรณานุกรม

               Lefebvre, Henri. Translated by Donnald Nicholson-Smith. The Production of Space. USA   : Blackwell,
               ๑๙๙๑.
               กรมศิลปากร. อุรังคธาตุ (ต านานพระธาตุพนม). พิมพ์ครั้งที่สาม. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์,   ๒๕๓๗.
               เข็มพอน แสงปะทุม. ปะหวัดอานาจัก สีโคดตะบอง บูราน. ค าม่วน : โรงพิมค าม่วน, ๒๐๐๘.
               ปรานี  วงษ์เทศ.  สังคมและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๔๓.
               พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. “บทน า” ใน อุรังคธาตุ (ต านานพระธาตุพนม). พิมพ์ครั้งที่สาม. กรุงเทพฯ : เรือน   แก้วการพิมพ์,
               ๒๕๓๗. หน้า ๖-๙.
               โยชิซูกิ มาซูฮารา. ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง สมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔-๑๗ จาก “รัฐการค้า
                        ภายในภาคพื้นทวีป” ไปสู่ “รัฐกึ่งเมืองท่า”. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๖.

               ศิราพร ณ ถลาง. ทฤษฎีคติชนวิทยา วิธีวิทยาในการวิเคราะห์ตานาน-นิทานพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงาน
                        ทางวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๘.
               ศรีศักร วัลลิโภดม. พัฒนาการทางสังคม-วัฒนธรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒ : ส านักพิมพ์อมรินทร์, ๒๕๔๔.
               ศรีศักร วัลลิโภดม. แอ่งอารยธรรมอีสาน. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๖.
               สิลา วีระวงส์. สมหมาย เปรมจิตต์ แปล. ประวัติศาสตร์ลาว. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์มติ   ชน, ๒๕๓๙.
                                        ิ
               แอมอนิเย, เอเจียน. บันทึกการเดนทางในลาว ภาคหนึ่ง พ.ศ. ๒๔๓๘. แปลโดย ทองสมุทร โดเร และสมหมาย เปรมจิตต์.
               เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๙
   191   192   193   194   195   196   197   198   199   200   201