Page 193 - ebook.msu.ac.th
P. 193
190
เหนือธรรมชาติ จึงเกิดการปะทะกันทางความเชื่อว่า “ใครจะมีบารมีมากกว่ากัน”
และจะเลือกนับถือฝ่ายใดดี ระหว่างพุทธในรูปของพระพุทธเจ้า
พระโพธิสัตว์ พระอินทร์ พระพรหม ฯลฯ กับฝ่ายความเชื่อดั้งเดิม
ในรูปของพญานาค ยักษ์ ผีต่างๆ แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย-ไท
ก็คือ ได้มีการผสมผสานความเชื่อทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว
ฝ่ายความเชื่อดั้งเดิมได้ยอมแพ้ให้แก่ฝ่ายพุทธ”
(ศิราพร ณ ถลาง . ๒๕๔๘ :๓๐๙-๓๑๐)
นอกจากการที่นาคศิโรราบอ านาจของพระพุทธเจ้าอันเป็นการสร้างพื้นที่ทางการเมืองของพระยาต่างๆ แล้ว การเข้า
มาประทับรอยพระพุทธบาทและการประดิษฐานพระธาตุในพื้นที่เมืองต่างๆ ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกประเด็นส าคัญหลายประการ
ต านานอุรังคธาตุแสดงให้เห็นว่าในสมัยก่อร่างสร้างเมืองให้รุ่งเรืองและมั่นคง แต่ละเมืองมีการแบ่งเป็นชนใหญ่ๆ ออกเป็น ๔
กลุ่มด้วยกัน คือ ท้าวพระยา ขุนนาง ชาวเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เชน การแสดงนัยไว้ตอนหนึ่งที่พระยาสุวรรณภิงคาร
่
กราบทูลว่า พระศาสดาจักประดิษฐานรอยพระบาทไว้ด้วยเหตุใด พระองค์ตอบว่า
“ดูรามหาราช ที่เป็นบ้านเมืองตั้งพระพุทธศาสนาอยู่เป็นปกตินั้น
แม้มีเหตุควรไว้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไปไว้ ด้วยเหตุว่าเป็นท ี่
หวงแหนแห่งหมู่เทวดาและพญานาคทั้งหลายและบ้านเมืองก็จักเสื่อมสูญ
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียรย่อมไว้ยังรอยพระบาทไกลบ้านเมือง
พระพุทธศาสนาก็จักตั้งอยู่ก้ าท้ายเมืองและหัวเมือง”
(กรมศิลปากร. ๒๕๓๗ : ๔๕)
หากพิจารณาข้อความข้างต้นพบว่า การประดิษฐานรอยพระพุทธบาทมีนัยส าคัญสองประการคือ เป็นการสร้างพื้นที่
ทางสังคม (Place making) ผ่านอ านาจความเชื่อทางพุทธศาสนาเช่น พทธศาสนาเข้ามาครอบครองพื้นที่ที่เป็นที่หวงแหนของ
ุ
หมู่เทวดาและนาค โดยประทับรอยพระบาทเอาไว้เพื่อให้ศาสนาตั้งอยู่ที่หัวเมืองและท้ายเมือง อันเป็นการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่
เชื่อมโยงกับพื้นที่อันเป็นอาณาบริเวณของเมือง ส่งผลถึงการบอกอาณาบริเวณพื้นที่อ านาจทางการเมืองของพระยาเมืองที่มี
ื้
เหนือชาวเมืองและกลุ่มคนพนเมืองอีกด้วย พุทธศาสนาจึงเป็นสัญลักษณ์ของอ านาจใหม่ที่สามารถเอาชนะอ านาจเดิมได้ ทั้ง
ในแงพื้นที่ทางกายภาพ พื้นที่ทางความคิดและพื้นที่ทางการเมือง ดังที่ต านานแสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนาไม่เพียงได้รับการ
่
ยอมรับจากชาวเมืองเท่านั้น แม้แต่นาคหรือปลา รวมทั้งเทวดาทั้งหลายที่เป็นอ านาจเหนือธรรมชาติต่างก็ยอมรับพุทธศาสนา
ื่
ื่
นอกจากประเด็นเรื่องการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชอมโยงกับการสร้างพื้นที่ทางการเมืองแล้ว ยังเชอมโยงกับพื้นที่
สาธารณะด้วย เห็นได้จากการกล่าวในอุรังคธาตุ เช่น แม่น้ าสายต่างๆ และพื้นที่รอยพระบาท รวมทั้งพื้นที่อาณาบริเวณการ
ปกครองของเมืองต่างๆ ล้วนเชอมโยงกับพระพุทธเจ้าและภูก าพร้าหรือที่เรียกอีกชอหนึ่งว่า “ดอยกปฺปนคิรี” ทั้งสิ้น ที่เป็น
ื่
ื่
เช่นนี้เนื่องจากต านานระบุว่า พระพุทธเจ้าได้สั่งเสียไว้กับพระอานนท์และพระกัสสปเถระหลายครั้งว่าหากพระองค์นิพพาน
แล้วให้น าอุรังคธาตุมาสถิตไว้ที่ภูก าพร้านี้ ดังความตอนหนึ่งว่า
“ดูรากัสสป ตถาคตนิพพานแล้วเธอจึงน าเอาอุรังคธาตุ
ตถาคตไว้ที่ภูก าพร้านี้ อย่างได้ละทิ้งค าตถาคตสั่งไว้นี้เสีย”
(กรมศิลปากร. ๒๕๓๗ : ๔๙)
ความหมายของภูก าพร้าที่กล่าวไว้ในอุรังคธาตุ คือ “กปฺปนคิริ แปลว่า ดอยเข็ญใจเป็นก าพร้า” (กรมศิลปากร.
๒๕๓๗ : ๖๖) และแสดงเหตุอันเป็นที่มาของชื่อนี้ในต านานว่า
“พระพุทธเจ้าอาศัยซึ่งพระยาติโคตรบูรพระองค์นั้น
เมื่อชาติหนหลัง พระยาได้น าเอาลูกนกไข่เต่าและ
ไข่ตะกวดมากินและขายเลี้ยงชีวิต ครั้งเกิดมา
จึงได้เป็นคนเข็ญใจและปราศจากบิดา มารดา บุตร
ภรรยา และเสนาอ ามาตย์ที่พึงใจ พระองค์จักได้เป็น
ผู้ฐาปนาพระอุรังคธาตุไว้ในดอยอันนี้ ๆ จึงได้ชื่อว่า

