Page 192 - ebook.msu.ac.th
P. 192

189


               พระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาท อันเกี่ยวข้องกับกุศโลบายในการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทับซ้อนพื้นที่สาธารณะที่มีความส าคัญ
               ในทางเศรษฐกิจและสังคม

                       ๒. อุรังคธาตุกับการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทับซ้อนพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางการเมืองในลุ่มแม่น้ าโขง
                       ต านานกล่าวถึงการครอบครองพื้นที่ของผู้ที่มีอ านาจเดิมคือ พวกนาค ผีเสื้อน้ าเสื้อบก และยักษ์ ตั้งแต่ชวงก่อนที่
                                                                                                   ่
               พระพุทธศาสนาเข้ามาในแถบลุ่มน้ าโขงในเนื้อความว่า
                              “เมืองสุวรรณภูมินี้เป็นที่อยู่แห่งนาคทั้งหลายมีสุวรรณนาคเป็นเค้า
                              แลผีเสื้อน้ าเสื้อบกยักษ์ทั้งมวล ภายหน้าโพ้นคนฝูงอยู่ในเมืองอันนี้
                              แม้นรู้ธรรมก็ดีจะเลือกหาผู้มีสัจจะได้ยากนัก แลจักเหล่านาคาที่
                              ปิ้นแผ่ไปมาเป็นหลายแห่งหลายชื่อ บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามสิ้น
                                                         47
                              บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามถ่อง หนึ่งและจักเชื่อมิจฉาทิฏฐิ
                              ส่วนหนึ่ง บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามสองส่วนและจักเชื่อ
                              มิจฉาทิฏฐิส่วนหนึ่ง บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามส่วนหนึ่ง
                              จักเชื่อถือมิจฉาทิฏฐิสองส่วน บางพ่องก็บ่เชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามสักอัน
                              จักถือมิจฉาทิฏฐิกรรมอันเป็นคลองแห่งอบายทั้ง๔ สิ่งเดียว”
                                                                         (กรมศิลปากร. ๒๕๓๗ : ๓๓)

                       พุทธวาจาของพระพุทธเจ้าบอกให้รู้ว่า “คนพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ” ในสุวรรณภูมินี้ต่างก็มีความเชื่อที่แตกต่าง
                       ้
               กัน หากใชพุทธศาสนาเป็นเกณฑ์แล้วมีทั้งฝ่ายที่นับถือศาสนาและฝ่ายที่เรียกว่ามิจฉาทิฐิเนื่องจากไม่ได้ยอมรับนับถือพุทธ
               ศาสนา ดังนั้นกอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมานั้นมีนาคเป็นผู้ครองพื้นที่อยู่แล้ว โดยผ่านการน าเสนออ านาจดั้งเดิมซึ่งเป็นความเชอ
                           ่
                                                                                                         ื่
               ที่เชื่อมโยงโลกทัศน์ดั้งเดิมบริเวณลุ่มน้ าโขงที่นับถือนาคและผีสางเทวดาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งอาจตีความสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่าเป็น
               ความเชื่อร่วมกันของกลุ่มชนแถบสุวรรณภูมิที่มีความเชอดั้งเดิมที่เชอมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือความเชอเรื่องวิญญาณ
                                                        ื่
                                                                 ื่
                                                                                              ื่
               นิยม (Animism)
                       ลุ่มน้ าโขงจึงเป็นพื้นที่ที่มีสองกลุ่มอ านาจส าคัญมาปะทะกันผ่านพื้นที่ทางความคิด (Mental Space) สองกลุ่มคือ พื้นที่
               ความคิดของกลุ่มที่เชื่ออ านาจของนาคและวิญญาณนิยม กับพื้นที่ทางความคิดของกลุ่มที่นับถือพุทธศาสนา ดังนั้นการท าให้
               คนกลุ่มต่างๆ ยอมรับนับถือศาสนาพุทธโดยผ่านการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ดังเชน การสร้างรอยพระพุทธบาทในพื้นที่
                                                                             ่
                            ื่
               “เวิน” ต่างๆ ที่เชอมโยงกับการสร้างพื้นที่ทางการเมืองด้วย ท าให้ชนเผ่าพื้นเมืองยอมรับนับถือพุทธศาสนาและท าให้พุทธ
               ศาสนาผนวกรวมกับความเชอดั้งเดิมในลักษณะที่มีอ านาจที่เหนือกว่าผ่านต านานที่สร้างภาพแทนความจริงให้เห็นว่าคน
                                     ื่
               ทั้งหลายรวมทั้งนาคยอมรับอ านาจของพระพุทธเจ้าเหนือตน “การสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ทางพุทธศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ถูกผู้น า
               น ามาใช้เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองเพื่อการครอบครองพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางความคิดเพื่อสร้างพื้นที่การปกครอง
                       การประทับรอยบาทของพระพุทธเจ้าในสถานที่ต่างๆ จึงมีหมายความว่าเป็นการยึดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์กายภาพ
               พื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางความคิดที่ประสานให้เข้ากับพุทธศาสนาซึ่งเป็นความเชอใหม่ อีกทั้งเนื้อหาในต านานยังให้พระ
                                                                             ื่
               ธาตุของพระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติเพื่อให้เกิดความอัศจรรย์น่าเลื่อมใสและอยู่เหนืออ านาจปาฏิหาริย์ดั้งเดิม

               ด้วย เพื่อทาให้คนในพื้นที่ลุ่มน้ าโขงที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีกลุ่มอ านาจหลายกลุ่มยอมรับอ านาจใหม่ว่าเหนือกว่า
                                                                                                     ื่
                                                                                       ื่
               การตีความดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับที่ศิราพร ณ ถลาง เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างความเชอดั้งเดิมกับความเชอพุทธ
               ศาสนาในสังคมไทยและไทว่า
                              “ในสังคมวัฒนธรรมไทย-ไทนี้มีความขัดแย้งในระบบความเชื่อ
                              ทางศาสนาระหว่างความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องอ านาจเหนือธรรมชาติ
                              (ซึ่งอยู่ในรูปความเชื่อเกี่ยวกับแถน ผีด้ า ผีปู่ตา ผีปู่ย่า ผีน้ า ผีดิน
                              ขวัญ เช่น ขวัญข้าว ขวัญวัว ขวัญควาย ขวัญช้าง เป็นต้น)
                              กับความเชื่อทางพุทธศาสนาซึ่งผู้ปกครองรับเข้ามาและในที่สุด
                              ก็เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตชาวบ้านเช่นกัน แต่วิถีชาวบ้านต้องพึ่งพาอ านาจ

               47  กลับ
   187   188   189   190   191   192   193   194   195   196   197