Page 100 - Neuropsychiatric.indd
P. 100

ตารางที่ 2.19 แบบประเมินอาการเคลื่อนไหวผิดปกติจากยารักษาโรคจิต (Modified Simpson-Angus   8.3.1 ยาที่เป็นสาเหตุ
 Rating Scale, Mod-SAS) ส าหรับกลุ่มอาการพาร์กินสัน    กลไกที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อยจากยา คือ ลด dopamine activity จากยาที่มีฤทธิ์ dopaminergic

 หัวข้อ   คะแนน   receptor blockers ได้แก่ ยารักษาโรคจิต โดยยากลุ่มเก่ามีความเสี่ยงมากกว่ายากลุ่มใหม่ ยาต้านอาเจยน
                                                                                                       ี
 1. การเดิน (gait)   สังเกตผู้ป่วยเมื่อเดินเข้ามาในห้องตรวจ ดูท่าทางการเดิน การแกว่งแขน ลักษณะทั่วไป การเดินทุกแบบ  ได้แก่ metoclopramide และ prochlorperazine  ยาอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุ เช่น cinnarizine และ flunarizine
 ถูกนับเป็นคะแนนรวมส าหรับข้อนี้
 0 = ปกติ      หรือยาท าให้เกิดภาวะพร่องสารสื่อประสาท dopamine เช่น methyldopa, reserpine ส าหรับยากันชัก
                                   ี
 1 = การแกว่งแขนลดลงขณะที่ผู้ป่วยก าลังเดิน   valproic acid คาดว่ามสาเหตุจากยามีฤทธิ์ GABAergic activity ซึ่งสามารถยับยั้ง dopaminergic activity
 2 = การแกว่งแขนลดลงชัดเจนร่วมกับมีการเกร็งที่แขนอย่างชัดเจน   ได้ รวมถึงอาจเป็นผลจาก GABAergic activity ที่มากเกิน 86,88-90,93,104,106  (ตารางที่ 2.20)
 3 = ท่าเดินแข็งทื่อร่วมกับแขนเกร็งค้างอยู่หน้าล าตัว
 4 = โน้มตัวไปข้างหน้า เดินลากขา ร่วมกับเดินเด้งไปด้านหลัง

 2. การปล่อยให้แขนตกลง  ผู้ตรวจยกแขนผู้ป่วยสูงขึ้นระดับไหล่และปล่อยให้แขนตกลงข้างล าตัว  ในคนปกติจะได้ยินเสียงแขน  ตารางที่ 2.20 ยาที่สามารถทาให้เกิดกลุ่มอาการพาร์กินสัน
 ข้างล าตัว (arm dropping)  กระแทกกับข้างล าตัวเสียงดังและแขนเด้งกลับ  ในผู้ป่วยที่มีอาการพาร์กินสันระดับรุนแรง แขนจะตกลง  ยา   กลไก
 ช้ามาก          ยากันชัก: valproic acid                         ลด dopaminergic activity และ GABAergic
 0 = ปกติ แขนตกลงมาอย่างอิสระกระทบข้างล าตัวเสียงดังและมีเด้งกลับ   activity มากเกิน
 1 = แขนตกช้าลงเล็กน้อย ได้ยินเสียงกระทบกับข้างล าตัวนิดหน่อย มีเด้งกลับเล็กน้อย   ยาต้านอาเจียน: metoclopramide, prochlorperazine   ลด dopaminergic activity
 2 = แขนตกช้า ไม่มีการเด้งกลับ
 3 = แขนตกช้ามาก ไม่มีเสียงกระทบกับล าตัวเลย   ยาต้านฮิสตามีน: cinnarizine, flunarizine   ลด dopaminergic activity
 4 = แขนตกช้าเหมือนผ่านแรงต้าน หรือเหมือนผ่านกาวเหนียว ๆ   ยารักษาโรคจิต    ลด dopaminergic activity
 3. การเกร็งของข้อศอก   ให้ผู้ป่วยงอข้อศอกตั้งฉาก และผู้ตรวจยืดข้อศอกผู้ป่วยออก (extension) และงอเข้า (flex) คอยสังเกต  monoamine depleting agents: methyldopa, reserpine  ลดสารสื่อประสาท dopamine
                              86
                                                        89
                                           88
                                                                                  93
                                                                     90
 (elbow rigidity)   และคล าดูกล้ามเนื้อ bicep ของผู้ป่วยขณะตรวจ   ที่มา : Chen และคณะ , Claxton และคณะ , Mehta และคณะ , Duma และคณะ , Factor และคณะ  และ Blanchet และคณะ 104
 0 = ปกติ
 1 = มีความแข็งเกร็งและความต้านทานเล็กน้อย   ยาที่มีข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษทางการแพทย์ที่แสดงถึงความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการพาร์กินสัน
                                                  ์
 2 = มีความแข็งเกร็งและความต้านทานปานกลาง   คอ ยารกษาโรคจต จากการวิเคราะหอภิมานของ RCTs พบว่ายาที่มีความชุกของกลุ่มอาการพาร์กินสันมาก
                                               ์
                      ั
                              ิ
                 ื
 3 = แข็งเกร็งมากอย่างเห็นได้ชัดและคลื่อนไหวล าบาก
                                                                                      2
 4 = มีการแข็งเกร็งมากที่สุดจนแทบจะเป็นข้อติดแข็ง   ที่สุด คือ haloperidol (6 เรื่อง ผู้ป่วย 255 ราย; 22.6%, 95% CI 13.3, 35.7, I 0%) ล าดับถัดมาคือ
                                                                               2
 4. การเกร็งของข้อมือ   จับข้อมือผู้ป่วยไว้ มืออีกข้างจับที่นิ้วมือของผู้ป่วย ขยับข้อมือผู้ป่วยยืดออก (extension) และงอเข่า   chlorpromazine (20 เรื่อง ผู้ป่วย 910 ราย; 21.1%, 95% CI 12.8, 32.7, I 34%) และยาที่มีความชุกต่ าสุด
 (wrist rigidity)   (flex) และบิดออกนอก-เข้าใน   คือ clozapine (2 เรื่อง ผู้ป่วย 162 ราย; 3.7%, 95% CI 0.3, 35.5, I 0%)
                                                                              94
                                                                         2
 0 = ปกติ                       86
 1 = มีความแข็งเกร็งและความต้านทานเล็กน้อย   ปัจจัยเสี่ยง  ได้แก่ เพศหญิง สูงอายุ ภาวะสมองเสื่อม มีประวัติเป็นโรคพาร์กินสัน มีประวัติเป็นโรค
 2 = มีความแข็งเกร็งและความต้านทานปานกลาง   ติดเชื้อเอชไอวี
 3 = แข็งเกร็งมากอย่างเห็นได้ชัดและคลื่อนไหวล าบาก
 4 = มีการแข็งเกร็งมากที่สุดจนแทบจะเป็นข้อติดแข็ง   8.3.2 ข้อแนะน าเพื่อการป้องกัน
 5. การสั่น (tremor)   สังเกตผู้ป่วยขณะเดินเข้ามาในห้องตรวจ พูดคุยโต้ตอบ (การสั่นขณะพัก) และสังเกตการสั่นอีกครั้งเมื่อ  86
 ขอให้ผู้ป่วยเหยียดแขนตรงระดับไหล่ทั้งสองข้าง นิ้วมือแยกกัน   ข้อแนะน าเพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มอาการพาร์กินสันจากยา (ตารางที่ 2.20)  มีดังนี้
 0 = ปกติ              o  ประเมินปัจจัยเสี่ยงก่อนเริ่มใช้ยา
 1 = นิ้วมือสั่นเล็กน้อย มองเห็นและสัมผัสได้อย่างชัดเจน   o  ค่อย ๆ ปรับขนาดยาเพิ่มขึ้น และใช้ขนาดยาต่ าที่สุด
 2 = มีการสั่นของมือหรือแขนเป็นพัก ๆ
                                         ้
                                      ิ
                                         ู
                                               ็
                                          ่
 3 = มีการสั่นของแขนหรือขา อย่างน้อย 1 ข้าง   o  ติดตามประเมนผปวยเปนระยะโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก กรณีต้องใช้ยาต่อเนื่องระยะยาว
 4 = มีการสั่นทั้งตัว รวมทั้งศีรษะ   เช่น ยารักษาโรคจิต
 6. น้ าลาย (salivation)   สังเกตผู้ป่วยขณะพูดคุย จากนั้น ขอให้ผู้ป่วยอ้าปาก กระดกลิ้นขึ้น
 0 = ปกติ              8.3.3 การจัดการเมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์
 1 = มีน้ าลายเป็นแอ่งอยู่ในปาก ถ้าผู้ป่วยอ้าปากและกระดกลิ้นขึ้น ไม่มีพูดล าบาก
 2 = แสดงให้เห็นว่ามีน้ าลายมากและอาจท าให้พูดได้ล าบากบางครั้ง   แพทย์จะวินิจฉัยจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยลักษณะการเกิดกลุ่มอาการพาร์กินสัน
                                                                     ่
                              ั
                              ่
 3 = พูดได้ล าบากเพราะมีน้ าลายอยู่จ านวนมาก   จากยา มักมีการสนแบบไม่สมมาตรระหว่างซีกซ้ายและขวาของรางกาย  การจัดการ คือ หยุดยาที่เป็นสาเหตุ
 4 = น้ าลายไหลยืดอย่างชัดเจน   และให้การรักษาอาการ หากจาเปนต้องใช้ยาทท าให้เกิดกลุ่มอาการพาร์กินสัน ควรปรับลดขนาดยาลง หรือ
                                                       ่
                                            ็

                                                       ี
 ที่มา : อ้างอิงจาก https://www.facebook.com/psychopharmguru/posts/1672736976203948/ [เข้าถึงเมื่อ 22 เมษายน 2564] และ  เปลี่ยนชนิดของยาที่ใช้รักษา เช่น เปลี่ยนจากยารักษาโรคจิตกลุ่มเก่าเป็นยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ที่มีความเสี่ยง
 Hattasin และคณะ
 105
               ต่ าต่อการเกิดกลุ่มอาการพาร์กินสัน 73,86,104
 78                                                                                                     79
                                                                                                        79
   95   96   97   98   99   100   101   102   103   104   105