Page 94 - Neuropsychiatric.indd
P. 94
ตารางที่ 2.17 ยาที่สามารถทาให้เกิด akathisia - เลือกใช้ยาในขนาดต่ าที่สุด และประเมินผู้ป่วยเป็นระยะ
ตารางที่ 2.17 ยาที่สามารถทาให้เกิด akathisia
ยา กลไก - ค่อย ๆ ปรับเพิ่มขนาดยา เช่น ยารักษาโรคจิต ยาต้านซึมเศร้า lithium
กลไก
ยา
ยากันชัก: carbamazepine กลไกยังไม่ชัดเจน o แนะน าให้ผู้ป่วยและญาติสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อแจ้งแพทย์ทราบแต่เนิ่น
ยากันชัก: carbamazepine
กลไกยังไม่ชัดเจน
ยาควบคุมอารมณ์: lithium เพิ่ม serotonin activity
ยาควบคุมอารมณ์: lithium
เพิ่ม serotonin activity
ยาต้านซึมเศร้า: TCAs, SSRIs เพิ่ม serotonin activity
เพิ่ม serotonin activity
ยาต้านซึมเศร้า: TCAs, SSRIs
ยาต้านอาเจียน: metoclopramide, prochlorperazine ลด dopaminergic activity 8.1.3 การจัดการเมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์
ลด dopaminergic activity
ยาต้านอาเจียน: metoclopramide, prochlorperazine
ั
ิ
ั
ั
ยาต้านฮิสตามีน: cinnarizine, flunarizine ลด dopaminergic activity แพทย์จะวินิจฉย akathisia จากการซกประวัต และตรวจร่างกายเป็นหลก อาการที่ค่อนข้างชัดเจน
ลด dopaminergic activity
ยาต้านฮิสตามีน: cinnarizine, flunarizine
ยากลุ่ม CCBs: diltiazem คือ ผู้ป่วยไม่สามารถนั่งนิ่งได้ ต้องขยับตัว ขยับขา ทั้งนี้ต้องวินิจฉัยแยกจากอาการโรคจิตเฉียบพลัน เพราะหาก
ยากลุ่ม CCBs: diltiazem
ยารักษาโรคจิตกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ ลด dopaminergic activity ผู้ป่วยมีภาวะ akathisia แต่ได้รับการวินิจฉัยเป็นอาการโรคจิตเฉียบพลัน และปรับเพิ่มขนาดยารักษาโรคจิตจะ
ลด dopaminergic activity
ยารักษาโรคจิตกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่
้
CCBs, calcium channel blockers; SSRIs, selective serotonin reuptake inhibitors; TCAs, tricyclic antidepressants ทาใหอาการ akathisia แย่ลง การตรวจพบอาการ acute akathisia แต่เนิ่น และให้การรักษามีโอกาสที่จะ
CCBs, calcium channel blockers; SSRIs, selective serotonin reuptake inhibitors; TCAs, tricyclic antidepressants
90
93
89
86
88
ที่มา : Chen และคณะ 86, Claxton และคณะ , Mehta และคณะ , Duma และคณะ และ Factor และคณะ หายได้
89
86
93
90
ที่มา : Chen และคณะ , Claxton และคณะ , Mehta และคณะ , Duma และคณะ และ Factor และคณะ
88
ิ
้
์
ยาที่มีขอมูลหลักฐานเชิงประจักษทางการแพทย์ที่แสดงถึงความเสี่ยงต่อการเกดภาวะ akathisia คือ การรักษาภาวะ acute akathisia ท าโดยหยุดยาที่เป็นสาเหตุ และบรรเทาอาการด้วย propranolol
ิ
์
ยาที่มีขอมูลหลักฐานเชิงประจักษทางการแพทย์ที่แสดงถึงความเสี่ยงต่อการเกดภาวะ akathisia คือ
้
่
ึ
ยารักษาโรคจิต ส าหรับยาต้านอาเจียน metoclopramide พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกด EPS แต่ไม่ได้จ าแนก ซงเป็น beta blockers ที่ละลายได้ดีในไขมัน มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางบริเวณ mesolimbic และ
ิ
ิ
ยารักษาโรคจิต ส าหรับยาต้านอาเจียน metoclopramide พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกด EPS แต่ไม่ได้จ าแนก
mesocortical dopamine system ท าให้ระดับ dopamine เพิ่มขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยที่มี
กลุ่มอาการ จึงได้รวมไว้ในส่วนนี้ด้วย ประวัติโรคหัวใจที่มีสาเหตุจากสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง หรือความดันโลหิตต่ าเมื่อเปลี่ยนท่า หรือโรคหืด
กลุ่มอาการ จึงได้รวมไว้ในส่วนนี้ด้วย
94
การวิเคราะห์อภิมานของ RCTs ของยารักษาโรคจิต 94 พบว่ายาที่มีความชุกของการเกิด akathisia
การวิเคราะห์อภิมานของ RCTs ของยารักษาโรคจิต พบว่ายาที่มีความชุกของการเกิด akathisia
ี่
2 41%) ล าดับถัดมา
มากที่สุด คือ haloperidol (33 เรื่อง ผู้ป่วย 1,278 ราย; 24.8%, 95% CI 20.4, 29.9, I 2 การใช้ beta blockers ที่ละลายได้ดีในน้ า เช่น atenolol ไม่มีประสิทธิผล ยาอื่นทใช้ ได้แก่ anticholinergic
มากที่สุด คือ haloperidol (33 เรื่อง ผู้ป่วย 1,278 ราย; 24.8%, 95% CI 20.4, 29.9, I 41%) ล าดับถัดมา
agents ตัวอย่างเช่น trihexyphenidyl และ 5HT2A receptor antagonists ตัวอย่างเช่น mirtazapine และ
คือ chlorpromazine (40 เรื่อง ผู้ป่วย 2,087 ราย; 15.9%, 95% CI 12.4, 20.2, I 2 cyproheptadine, benzodiazepines เช่น clonazepam, diazepam หรือ lorazepam นอกจากนี้ยังมี
2 4.8%), risperidone (28
คือ chlorpromazine (40 เรื่อง ผู้ป่วย 2,087 ราย; 15.9%, 95% CI 12.4, 20.2, I 4.8%), risperidone (28
เรื่อง ผู้ป่วย 3,263 ราย; 14.2%, 95% CI 11.4, 17.6, I 2 ี
2 6.9%) และยาที่มีความชุกน้อยที่สุด คือ quetiapine
เรื่อง ผู้ป่วย 3,263 ราย; 14.2%, 95% CI 11.4, 17.6, I 6.9%) และยาที่มความชุกน้อยที่สุด คือ quetiapine
2 0%) และ paliperidone (6 เรื่อง ผู้ป่วย 1,496 ราย;
(35 เรื่อง ผู้ป่วย 3,392 ราย; 5.2%, 95% CI 4.0, 6.7, I 2 benztropine ซึ่งมีฤทธิ์เป็น atypical dopamine reuptake inhibitors และมีผลยับยั้ง muscarinic
(35 เรื่อง ผู้ป่วย 3,392 ราย; 5.2%, 95% CI 4.0, 6.7, I 0%) และ paliperidone (6 เรื่อง ผู้ป่วย 1,496 ราย;
73
73,86,98,99
2 0%)
3.3%, 95% CI 1.8%, 6.0%, I 2 acetylcholine receptor อ้างอิงจากหนังสือยาต้านพิษ 4 พ.ศ. 2557 ขนาดยาที่ใช้ มีดังนี้
3.3%, 95% CI 1.8%, 6.0%, I 0%)
95 ในเด็กอายุไม่เกิน 18
การวิเคราะห์อภิมานของ observational studies (23 เรื่อง ผู้ป่วย 679 ราย) 95 o propranolol ขนาด 10 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ชนิดรับประทาน และสามารถปรับเพิ่มขนาดยา
การวิเคราะห์อภิมานของ observational studies (23 เรื่อง ผู้ป่วย 679 ราย) ในเด็กอายุไม่เกิน 18
ปี พบอุบัติการณ์การเกิด EPS จากการใช้ metoclopramide แบบหลายครั้ง (multiple-dose) เท่ากับร้อยละ โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อยทุก 1 สัปดาห์ ขนาดยาสูงสุด 120 มิลลิกรัม/วัน
ปี พบอุบัติการณ์การเกิด EPS จากการใช้ metoclopramide แบบหลายครั้ง (multiple-dose) เท่ากับร้อยละ
2
9 (95% CI 5, 17, I 2 85%) เช่น ใช้เพื่อรักษาภาวะกรดไหลย้อน หรือใช้เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนจาก o trihexyphenidyl ขนาด 1 มิลลิกรัม/วัน ชนิดรับประทาน และขนาดยาต่อเนื่อง 5-15 มิลลิกรัม/
9 (95% CI 5, 17, I 85%) เช่น ใช้เพื่อรักษาภาวะกรดไหลย้อน หรือใช้เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนจาก
วัน โดยแบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง
การใช้ยาเคมีบ าบัด และจากการวิเคราะห์อภิมานของ RCTs (11 เรื่อง ผู้ป่วย 608 ราย) ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้น o mirtazapine ขนาด 15 มิลลิกรัม/วัน ชนิดรับประทาน วันละครั้ง ก่อนนอน
การใช้ยาเคมีบ าบัด และจากการวิเคราะห์อภิมานของ RCTs (11 เรื่อง ผู้ป่วย 608 ราย) ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้น
96
ไป พบว่าการบริหารยา metoclopramide ทางหลอดเลือดด าแบบต่อเนื่อง 96 มีอุบัติการณ์การเกิด EPS ต่ า o cyproheptadine ขนาด 8–16 มิลลิกรัม/วัน ชนิดรับประทาน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
ไป พบว่าการบริหารยา metoclopramide ทางหลอดเลือดด าแบบต่อเนื่อง มีอุบัติการณ์การเกิด EPS ต่ า
กว่าการบริหารยาทางหลอดเลือดด าแบบ bolus โดยมีค่า risk difference เท่ากับร้อยละ 8 (95% CI 5, 11, o clonazepam ขนาด 0.25-1 มิลลิกรัม ชนิดรับประทาน วันละครั้ง ก่อนนอน หรือแบ่งให้วันละ 2
กว่าการบริหารยาทางหลอดเลือดด าแบบ bolus โดยมีค่า risk difference เท่ากับร้อยละ 8 (95% CI 5, 11,
2
97 ในเด็กอายุไม่เกิน 18
2 I 65%) การวิเคราะห์อภิมานของ observational studies (12 เรื่อง ผู้ป่วย 404 ราย)
97
I 65%) การวิเคราะห์อภิมานของ observational studies (12 เรื่อง ผู้ป่วย 404 ราย) ในเด็กอายุไม่เกิน 18 ครั้ง และสามารถปรับเพิ่มขนาดยาตามการตอบสนอง 0.25-0.5 มิลลิกรัม โดยเว้นระยะห่างอย่าง
ปี พบอุบัติการณการเกิด EPS จากการใช้ prochlorperazine แบบหลายครั้ง (multiple-dose) เท่ากับร้อยละ น้อยทุก 3 วัน ขนาดยาสูงสุด 4 มิลลิกรัม/วัน
์
ปี พบอุบัติการณการเกิด EPS จากการใช้ prochlorperazine แบบหลายครั้ง (multiple-dose) เท่ากับร้อยละ
์
4 (95% CI 1, 11, I 2 o diazepam ขนาด 5–15 มิลลิกรัม/วัน ชนิดรับประทาน โดยให้ยาทุก 4-6 ชั่วโมง
2 72%)
4 (95% CI 1, 11, I 72%)
้
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด akathisia ไดแก่ เพศหญิง สูงอายุ มีโรคร่วม คือ อารมณ์แปรปรวน (affective
้
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด akathisia ไดแก่ เพศหญิง สูงอายุ มีโรคร่วม คือ อารมณ์แปรปรวน (affective
ี
disorder) มีโรคจิตเภทที่มีอาการด้านลบ หรือความผิดปกติของการรับรู้และความคิด มประวัติเคยเปน o lorazepam ขนาด 1-5 มิลลิกรัม/วัน ชนิดรับประทาน โดยให้ยาทุก 4-6 ชั่วโมง
็
disorder) มีโรคจิตเภทที่มีอาการด้านลบ หรือความผิดปกติของการรับรู้และความคิด มประวัติเคยเปน
ี
็
ั
ื
ิ
akathisia ขาดธาตุเหลก และการใช้ยาบางชนด (ตารางท 2.17) การใช้ยาในขนาดสง หรอปรบเพ่มขนาดยา o benztropine ขนาด 1-2 มิลลิกรัม ฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อ หรือทางหลอดเลือดด า หรือชนิด
ี
่
็
ิ
ู
ิ
ิ
่
ื
ี
็
ู
akathisia ขาดธาตุเหลก และการใช้ยาบางชนด (ตารางท 2.17) การใช้ยาในขนาดสง หรอปรบเพ่มขนาดยา
ั
ิ่
86
เร็วเกินไป 86 รับประทาน วันละ 2-3 ครั้ง สามารถปรับเพมขนาดยา 0.5 มิลลิกรัม ทุก 5-6 วัน ขนาดยาสูงสุด
เร็วเกินไป
6 มิลลิกรัม/วัน และประเมินทุก 1-2 สัปดาห์
้
8.1.2 ข้อแนะน าเพื่อการป้องกัน การใช้ antimuscarinic agents เช่น benztropine และการใช้ benzodiazepines ตองระวังใน
8.1.2 ข้อแนะน าเพื่อการป้องกัน
86
ข้อแนะน าเพื่อป้องกันการเกิดภาวะ akathisia จากยา (ตารางที่ 2.17) 86 มีดังนี้ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการรับรู้และความคิด เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน
ข้อแนะน าเพื่อป้องกันการเกิดภาวะ akathisia จากยา (ตารางที่ 2.17) มีดังนี้
หากมีสาเหตุจากยารักษาโรคจิตกลุ่มเก่า ควรเปลี่ยนเป็นยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ และในผู้ป่วยที่ยังคง
o พิจารณาปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยก่อนเริ่มใช้ยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด akathisia มอาการ akathisia คงที่เหมือนเดิม (persistent akathisia) แม้เปลี่ยนเป็นยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ ควร
o พิจารณาปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยก่อนเริ่มใช้ยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด akathisia
ี
o หากจ าเป็นต้องใช้ยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด akathisia ควรยึดหลักดังนี้ พิจารณาปรับลดขนาดยา
o หากจ าเป็นต้องใช้ยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด akathisia ควรยึดหลักดังนี้
72 73
72
73

