Page 187 - ebook.msu.ac.th
P. 187

184


               ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษา วัฒนธรรม ศาสนาและความเชื่อแตกต่างปะปนกัน เช่น
               ชาวจามอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวียดนาม ชาวเขมรอยู่ในกัมพูชา ภาคใต้ของลาวและตามเขตชายแดนทางทิศใต้
               ของภาคอีสานในประเทศไทย ชาวเวียดในประเทศเวียดนาม ส่วนชาวไทยและลาวอาศัยอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในภาคพื้นทวีป
               อุษาคเนย์ (ปรานี วงษ์เทศ.  ๒๕๔๓ : ๒๘๔-๓๐๓) กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ต่างตั้งถิ่นฐานอยู่พื้นที่แตกต่างกันตามลักษณะภูมิ
                                                                         ุ่
               สัณฐาน (Landscape) นับตั้งแต่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ าและพื้นที่ชมน้ าในเขตรอยต่อของเวียดนามและกัมพูชา
               พื้นที่ชุ่มน้ าของลุ่มน้ าสงครามในบริเวณอีสานตอนบนของไทย ตลอดจนบริเวณภูเขาและหุบเขาทางตอนเหนือและตอนใต้ของ
               ประเทศลาว ความแตกต่างดังกล่าวเป็นเงอนไขส าคัญให้ผู้คนเหล่านั้นเกิดการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมจนเกิดระบบ
                                               ื่
               “นิเวศวัฒนธรรม” (Cultural Ecology) โดยเฉพาะการท านาข้าวด้วยการอาศัยน้ าท่วมพื้นนา เป็นวิธีที่ชวยให้ถิ่นนี้มีธัญพืชอุดม
                                                                                         ่
               และเป็นอาหารหลักของประชากรที่สามารถขยายตัวและตั้งถิ่นฐานได้อย่างถาวร สามารถจัดระเบียบเกิดพัฒนาการเป็น
               บ้านเมืองที่มั่นคงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ าโขงเป็น “พื้นที่ทางเศรษฐกิจและสังคม” (Socio-
               Economic Space) ของผู้คนแถบนี้ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เนื่องจากแม่น้ าโขง
                                                                                                   ั
                       พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนในลุ่มแม่น้ าโขงนี้นับได้ว่ามีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกน เห็นได้
                                                                                          ิ
               จากร่องรอยและหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่มีมากมาย   ทั้งที่เป็นต านาน พงศาวดาร นทานนิยาย ศิลาจารึก
               และศิลปวัตถุสถานมาหลายยุคหลายสมัย บริเวณนี้จึงเป็น “เขตสะสม” หมายถึงบริเวณที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออ านวย
                                                   ี่
               ให้มีคนหลายกลุ่มหลายเหล่าหรือหลายเผ่าพันธุ์ทมาตั้งหลักแหล่งอยู่ใกล้กันหรือปะปนกัน (ศรีศักร วัลลิโภดม. ๒๕๔๖ : ๒๒๓-
               ๒๓๘) และหลักฐานทางเอกสารส าคัญที่สุดที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของผู้คน บ้านเมืองหรือรัฐโบราณของดินแดนลุ่มแม่น้ า
               โขงแถบนี้คือ “ต านานอุรังคธาตุ” หรือต านานพระธาตุพนม ซึ่งจ าแนกเนื้อหาออกได้เป็นสองประเภทคือ ประเภทนิทาน
                                                                                                    45
               ปรัมปรา (Myth) และประวัติบุคคลส าคัญของลาว ส่วนที่เป็นนิทานปรัมปรานั้นประกอบด้วย “ปาทลักษณนิทาน”  และ
               “ศาสนนครนิทาน”  ปาทลักษณนิทานคือ นิทานปรัมปราที่เกี่ยวกับสถานที่ส าคัญทางศาสนาโดยเฉพาะรอยพระพุทธบาท ส่วน
               ศาสนานครนิทานเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการก าเนิดเมืองเวียงจันท์และเมืองร้อยเอ็ด
                       อย่างไรก็ตามเนื้อหาของ “ต านานอุรังคธาตุ” (ต านานพระธาตุพนม) ดังกล่าวไม่อาจสะท้อนให้เห็นความจริงทาง
               ประวัติศาสตร์มากน้อยเพียงใด แต่กล่าวได้ว่า “เมืองศรีโคตรบูร” มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างใกล้ชิดกับเมือง
                                                                                            ี่
               ต่างๆ ในภูมิภาคใกล้เคียง นอกจากนี้ผู้ศึกษาพบว่า ยังไม่มีการศึกษาต านานอุรังคธาตุ (ต านานพระธาตุ) ทท าให้มองเห็นการ
               เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพื้นที่ต่างๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ศึกษาจึงสนใจศึกษา “ต านานอุรังคธาตุ
               กับเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ าโขง” ตามรายละเอียดดังนี้

               วัตถุประสงค์

                       เพื่อศึกษาเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ าโขงในอดีตผ่านต านานอุรังค
               ธาตุ (ต านานพระธาตุพนม)

               วิธีการศึกษา

                        การศึกษา “ต านานอุรังคธาตุกับเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ าโขง”
               เป็นการหาค าตอบจากบริบท (Context) ของเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต านานถูกสร้างขึ้น โดยใช้วิธการ
                                                                                                       ี
               ทางประวัติศาสตร์ (Historical Approach) ศึกษาจากหลักฐานเอกสาร “ต านานอุรังคธาตุ” (ต านานพระธาตุพระนม) ฉบับการ
               พิมพ์ครั้งที่สาม(พ.ศ. ๒๕๓๗) เนื่องในการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “วรรณกรรมสองฝั่งโขง” ที่กรมศิลปากรเป็นผู้ช าระรวมทั้งมี
               การจัดวรรคตอนใหม่เพื่อความเข้าใจในการอ่านที่ง่ายขึ้น รวมทั้งศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ลาวและบันทึกการเดินทางของ
               ชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง การศึกษานี้ข้อมูลเป็นประเภท “นิทานและต านานปรัมปรา” ซึ่งมักเป็นเรื่องเล่าที่มีการใชภาษาพิเศษ
                                                                                                 ้
                                                  ้
               (ศิราพร ณ ถลาง . ๒๕๔๘ :๓๑) ผู้ศึกษาจึงใชแนวคิดเรื่อง “พื้นที่” (Space) จากงาน The Production of Space ของ Henri
               Lefebvre เป็นเครื่องมือและกรอบแนวทางในการตีความท าความเข้าใจกับความหมายของเนื้อเรื่อง งานของ Lefebvre แบ่ง

               การศึกษา “พื้นที่” (Types of Space) ออกเป็น  ๓ ประเภทคือ พื้นที่ทางกายภาพ (Physical Space ) พื้นที่ภายใน (Mental

                                            ื
                                         ี
                            ื
               45  ค าว่า “ปาท” หรอ “บาท” หมายถึง ตนหรอเท้า
   182   183   184   185   186   187   188   189   190   191   192