Page 188 - ebook.msu.ac.th
P. 188
185
Space) และพื้นที่ทางสังคม (Social Space) (Lefebvre. ๑๙๙๑ : ๑๔) แต่ Lefebvre มองว่า “พื้นที่” ที่เป็นอาณาบริเวณที่สิ่ง
ต่างๆ มาปะทะประสานกันอย่างหลากหลาย เป็นบริเวณซึ่งเคยเข้าใจว่าแบ่งแยกออกจากกันทางกายภาพ จิตใจ รูปธรรมและ
ี่
นามธรรม ต่างมีปฏิสัมพันธ์และส่งอิทธิพลแก่กันและกันในอาณาบริเวณที่เรียกวา “พื้นทที่สาม” (Third Space) อันได้แก่ พื้นที่
่
ทางสังคม (Social Space) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่ที่สามเป็นอาณาบริเวณซึ่งพื้นที่อีกสองแบบมาปะทะประสานกัน
การศึกษาต านานอุรังคธาตุหรือต านานพระธาตุพนม จึงเป็นเรื่องส าคัญที่ผู้ศึกษาต้องการน าเสนอพื้นที่ลุ่มน้ าโขงที่
ี่
มิใช่เพียงพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น หากแต่เป็นการน าเสนอพื้นที่ของลุ่มน้ าโขงในสถานะของต านานทน าเสนอภาพตัวแทนของ
พื้นที่ (Representation of space) ด้วยการน าเสนอพื้นที่ทางกายภาพที่เชื่อมโยงกับการสร้างพื้นททางเศรษฐกิจ พื้นที่สังคมและ
ี่
พื้นที่ทางความคิด และเมื่อเชื่อมโยงต านานกับประเด็นส าคัญข้างต้น ต านานอุรังคธาตุจึงเป็นตัวบท (Text) ส าคัญที่ท าให้เห็น
ื่
บริบท (Context) ของเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต านานนี้ถูกสร้างขึ้น น าไปสู่การเชอมโยงกับการท า
ความเข้าใจบริบททางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic context) อนเป็นพื้นฐานส าคัญของความร่วมมือทางเศรษฐกิจใน
ั
อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง (The Greater Mekong Sub-region หรือ GMS) และผู้ศึกษาน าเสนอผลการศึกษาโดยวิธีพรรณนา
วิเคราะห์ (Descriptive Analysis)
ผลการศึกษา
ต านานอุรังคธาตุ (ต านานพระธาตุพนม) มีเนื้อหาสรุปว่า สมัยก่อนพระพุทธเจ้านิพพาน พระองค์ได้เสด็จมาพร้อมกับ
พระอานนท์และหยุดอยู่ที่แคม “หนองคันแทเสื้อน้ า” (เมืองเวียงจันทในปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าพยากรณ์เรื่องราวของบ้านเมือง
์
ที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้และพระอรหันต์น าเอาพระธาตุส่วนต่างๆ ของพระพุทธองค์มาไว้ที่บริเวณแถบนั้น พระพุทธองค์เจ้าล่องใต้
ผ่านตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งอยู่ริมสองฟากแม่น้ าโขงและเกิดเป็นนิทานปรัมปราของสถานที่นนๆ เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์ ใน
ั้
ที่สุดพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าเขตเมืองศรีโคตรบูร (ประมาณแนวเขตอ าเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมลงไปทางใต้) และพ านักที่
ดอยกัปปนคีรีหรือ “ภูก าพร้า” (ที่ตั้งพระธาตุพนมในปัจจุบัน) พญาศรีโคตรบูรนิมนต์พระพุทธเจ้าไปรับบาตรที่ในเมือง
ตลอดจนถือบาตรของพระองค์มาส่งยังภูก าพร้า และตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ในครั้งนี้พระพุทธองค์
พยากรณ์ถึงอนาคตของพระยาศรีโคตรบูรว่าจะไปเกิดที่เมืองร้อยเอ็จประตู (จังหวัดร้อยเอ็ด) ชาติหนึ่ง และเกิดเป็นพญาสุมิตต
ธรรมวงศา เมือง มรุกขนคร (เหนืออ าเภอธาตุพนมขึ้นไปประมาณ ๖ กิโลเมตร) อีกชาติหนึ่งและ “ฐาปนา” พระอุรังคธาตุไว้ที่
ภูก าพร้า
จากนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จกลับแวะเมืองหนองหานหลวง (จังหวัดสกลนคร) เทศนาธรรมให้พญาสุวรรณภิงคารฟัง
พร้อมประทับรอยพระบาทไว้แล้วเสด็จไปยังดอยลูกหนึ่ง (ภูเพ็กในจังหวัดสกลนคร) แล้วเรียก “พระมหากัสสปะ” จาก
นครราชคฤห์ (อินเดีย) มาสั่งว่า เมื่อพระองค์นิพพานให้น าเอา “อุรังคธาตุ” (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐาน
ไว้ที่ภูก าพร้า จากนั้นเสด็จไปภูกูเวียน (ภูพระบาท อ าเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี) เกิดเรื่องเกี่ยวเนื่องกับท้าวบารถกับนางอุษา
แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จกลับต่อไปไว้รอยพระบาทที่ดอยนันทกังรี(หลวงพระบาง) และพยากรณ์ว่าเมืองที่หนองคันแทเสื้อน้ า
้
์
(เวียงจันท) ในภายหลังจะเสื่อมสูญไปและมีพญาตนหนึ่ง (ฟ้างม-กษตริย์ลาวล้านชาง) มาท านุบ ารุงพุทธศาสนาในที่เมืองหลวง
ั
ุ้
พระบาง เมื่อภายหลังเมืองนี้เสื่อมลงพุทธศาสนาจะกลับไปรุ่งเรืองที่เมืองเวียงจันท์สืบต่อไป
ภายหลังจากพระพุทธเจ้านิพพาน ๘ ปี พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ได้น าพระอุรังคธาตุมาสู่
แหลมทองผ่านทางเมืองหนองหานหลวง พญาสุวรรณภิงคารและพญาค าแดงเจ้าเมืองหนองหานหลวงและหนองหานน้อย
ออกมาต้อนรับ มีการสร้างเจดีย์แข่งกันเพื่อบรรจุพระธาตุระหว่างผู้หญิงและผู้ชายเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ ผู้ชายสร้างพระธาตุ
้
ภูเพ็ก (สกลนคร) ผู้หญิงสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง (สกลนคร) ผลปรากฏว่าผู้หญิงใชกลมารยาเอาชนะสร้างเสร็จก่อน แต่
พระมหากัสสปะไม่บรรจุพระอุรังคธาตุเนื่องจากพระพุทธเจ้าไม่ได้สั่งไว้ คงให้ไว้แต่พระอังคารธาตุ (ขี้เถ้า) จากนั้น
พระมหากัสสปะมาที่ภูก าพร้าโดยมีพญาสุวรรณภิงคารและพญาค าแดงตามมาด้วย พญานันทเสนเจ้าเมืองศรีโคตรบูรท าการ
ต้อนรับ (พญาศรีโคตรบูรผู้พบพระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พญานันทเสนเป็นน้องครองราชย์ต่อมา) ขณะนั้นพญาจุฬนี
ั
่
(เมืองเว้) และพญาอินทปัตฐ (เมืองพระนคร กมพูชา) ทราบข่าวจึงมาร่วมกันชวยก่ออูบมุงเพื่อฐาปนาพระอุรังคธาตุ ครั้งนั้น
พระอุรังคธาตุกระท าปาฏิหาริย์ให้พระมหากัสสปะทราบว่าไม่ต้องการให้มีการฐาปนา เพราะพระพุทธองค์มิได้ท านายไว้ว่าให้มี
การฐาปนาในครั้งนี้ พญาทั้ง ๕ จึงเพียงประดิษฐานพระอุรังคธาตุภายในอูบมุงท าประตูไม้ปิดไว้ และอธิษฐานขอให้ส าเร็จเป็น
พระอรหันต์ในชาติหน้า เมื่อพญาทั้ง ๕ เสด็จกลับบ้านเมืองแล้ว พระวิษณุกรรมลงมาท าการแกะสลักลายอูบมุง เทวดา
ทั้งหลายมาชุมนุมบูชาและก าหนดหน้าที่กันเพื่อมาเฝ้าดูแลองค์พระธาตุ

