Page 215 - ebook.msu.ac.th
P. 215
212
ึ้
ไม่ตกต้องตามฤดูกาล และมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขนในหมู่บ้าน...” ในขณะที่สุระ อุณวงศ์54 ได้กล่าวว่า “...หากปี
ู
ั
ใดไม่จัดหรือจัดแล้วท าไม่ถกต้องตามพิธีกรรมจะมีอนเป็นไป เช่น เกิดฟ้าผ่า เกิดพายุและฝนตกอย่างหนัก หรือ
ุ
บางครั้งผู้ที่มาในงานจะมีการทะเลาะวิวาทกันขึ้น” นอกจากนี้ สุริยา สมุทคปติ์ พัฒนา กิติอาษา และนันทิยา
พทธะ (๒๕๓๔: ๓๕) ซึ่งศึกษาเรื่องบุญผะเหวดของชาวอสานโดยการวิเคราะห์และตีความหมายทาง
ุ
ี
ี
มานุษยวิทยาได้ให้ทัศนะไว้ว่า “...การที่ชาวอสานจัดงานบุญผะเหวดขึ้นมานั้น จัดงานบุญผะเหวดขึ้นมา
ุ
ื่
ื่
ผู้ท าพธีซึ่งอาจจะเป็นหมอพราหมณ์ะเจาะจง ก็เพอมุ่งหวังให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เพอความอดมสมบูรณ์
ิ
ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร...”
อนึ่ง หากเราได้วิเคราะห์พธีกรรมย่อย ๆ บางอย่างที่ชาวบ้านกระท าในงานเทศน์มหาชาติ เราจะ
ิ
พบว่า พิธีกรรมดังกล่าวล้วนมีที่มาจากเรื่องราวหรือเนื้อหาในวรรณกรรมเรื่องมหาชาติ อาจจะกล่าวได้ว่า การ
โปรยข้าวสาร ข้าวตอกและดอกไม้ (บางแห่งมีเหรียญด้วยซึ่งเป็นนัยแห่งความมั่งคั่งด้วย) ของชาวบ้าน ซึ่ง
โดยทั่วไปจะกระท าในขณะที่พระสงฆ์ก าลังเทศน์กัณฑ์ฉกษัตริย์และนครกัณฑ์ จากการสอบถามผู้เข้าร่วม
ื่
พิธีกรรมและจากแบบสอบถามทั้งพระสงฆ์และชาวบ้าน พบว่ามีความคิดเห็นที่หลากหลาย บ้างว่าเพอต้อนรับ
พระเวสสันดรเข้าเมือง หลังจากทต้องไปตกระกาล าบากในป่า บ้างว่าเป็นฝนโบกขรพรรษตกลงมาเพอแสดงถึง
ื่
ี่
ความอัศจรรย์ของบุญบารมีของพระเวสสันดร บ้างเข้าใจว่าเพื่อให้บ้านเมืองมีความอดมสมบูรณ์ ให้ชีวิตมีความ
ุ
เจริญรุ่งเรือง บ้างก็ว่าเพอขับไล่สิ่งอปมงคล แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าท าไปเพออะไร รู้แต่ว่าท า
ื่
ื่
ั
กันมานานแล้วและเป็นประเพณีที่ท าสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ช่วงเวลาในการโปรยข้าวตอกดอกไม้ดังกล่าวของชาวบ้าน น่าจะเป็น
ื่
สัญลักษณ์แทนฝนโบกขรพรรษและฝนแก้ว ๗ ประการ55 ตกลงมาเพอแสดงถึงบุญบารมีของพระเวสสันดร
็
และอนุโมทนาในการบ าเพญทานบารมี ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวปรากฏใน ๒ ตอน คือ กัณฑ์ฉกษัตริย์และนคร
กัณฑ์ ส าหรับกัณฑ์ฉกษัตริย์กล่าวถึงท้าวสญชัยและขบวนได้เดินทางมารับพระเวสสันดร เมื่อท้าวสญชัยเข้าไป
ที่อาศรมบทศาลา พระเวสสันดรและพระนางมัททีได้ออกมาต้อนรับพร้อมกับกราบไหว้ จนท้าวสญชัยร่ าไห้
ด้วยความโสกาดูร เมื่อหกกษัตริย์ได้แก่ พระเจ้าสญชัย พระนางผุสดี พระเวสสันดร พระนางมัทที กัณหา และ
ชาลีได้พบกันต่างก็ร่ าไห้จนสลบไปทงหมด รวมทั้งพวกเสนาอมาตย์ทั้งหลายก็สลบตามไปด้วย ขณะนั้นเองพระ
ั้
ั
ื้
ิ
อนทร์ได้บันดาลฝนโบกขรพรรษตกลงมา ทั้งหกกษัตริย์กลับฟนคืนสติ ต่างชื่นชมยินดีในความอศจรรย์นั้น
ส่วนในนครกัณฑ์กล่าวถึงเมื่อหกกษัตริย์พร้อมกับขบวนทัพได้ เดินทางกลับพระนครแล้วทรงให้ปล่อยสัตว์
็
ั
ี
นานาชนิด จากนั้นพระเวสสันดรได้ครองเมือง ทรงระลึกถึงบุพทานและได้ทรงบ าเพญทานอนยิ่งใหญ่อกครั้ง
พระอินทร์ทราบเข้าจึงได้บันดาลให้ฝนแก้ว ๗ ประการตกลงมาอีกครั้ง
ิ
ั
เมื่อพจารณาความหมายที่แฝงอยู่โดยเฉพาะฝนแก้วทั้ง ๗ ประการนั้นก็คือทรัพย์อนมีค่า แสดงถึง
็
ความมั่งคงร่ ารวย อยู่ดีกินดี ข้าวก็คือความอดมสมบูรณ์ของชีวิต ดอกไม้กอาจเป็นได้ทั้งความสดชื่น ความเบิก
ั่
ุ
บานใจแห่งชีวิต เพราะฉะนั้นสิ่งที่แฝงหรือซ่อนอยู่ในการโปรยข้าวสาร ข้าวตอก และดอกไม้ เมื่อประมวล
รวมเข้าด้วยกันแล้ว น่าจะหมายถึงเพื่อให้คนในชุมชนมีความสุขทั้งกายและใจ มีความเจริญรุ่งเรือง มีอยู่มีกิน มี
ิ
ทรัพย์สมบัติมากมาย เรียกว่าให้ถึงพร้อมด้วยมนุษย์สมบัติในภพนี้ชาตินี้นั่นเอง กรณีดังกล่าวนี้เมื่อพจารณาถึง
ความคิดความเชื่อดังกล่าว ก็อาจกล่าวได้ว่า การประกอบพิธีกรรมบุญผะเหวดที่มักจัดขึ้นในระหว่างเดือน ๓-๕
54
เอกสารประกอบการจัดนิทรรศการวัฒนธรรม “ไทยอีสานบ้านเฮา” ๕-๙ ธันวาคม ๒๕๒๐ ณ วิทยาลัยครู
อุบลราชธานี
55
่
ฝนโบกขรพรรษ ทานกล่าววามีลักษณะเป็นสีแดง ผู้ใดใคร่เปียกก็จะเปียก ผู้ใดไม่ใคร่เปียกจะไม่เปียก ส่วนแก้ว
่
๗ ประการนั้น ได้แก่ แก้วทอง แก้วเงิน แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วพิฑูรย์ แก้วปัพพา และแก้ววชิระ

