Page 148 - Neuropsychiatric.indd
P. 148

ในการใช้ atropine มีข้อควรระวังที่ส าคัญ คือ ไม่ควรให้ขนาดต่ ากว่า 0.5 มิลลิกรัม เนื่องจากจะเกิด   ควบคุมความดันโลหิตได้ดี  ผู้ป่วยได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ด้วย atropine ซึ่งโดยทั่วไปจะให้ 0.6 มิลลิกรัม
 ื
 ้
 ั
 ้
 ้
 ู
 ่
 ื
                    ้
                 ี

                                ื
 ิ
                                                                            ั

 ั
 paradoxical response  การใช้ atropine ในผปวยกลามเนอหวใจขาดเลอดอาจเพ่มอัตราการเต้นหวใจทา  ฉดเขาทางหลอดเลอดดา และหยุดยาที่ผู้ป่วยใช้ประจ าทั้งหมด ภายหลงการรักษา อัตราการเต้นของหวใจ
                                                                                                      ั
 ิ
                                                                                                       ั
 ้
 ให้ขาดเลือดมากขึ้น  ผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายหัวใจไม่ควรได้รับ atropine เนองจากอาจเป็นสาเหตุใหเกด heart   เพมขึ้นเป็น 70 ครั้ง/นาที แต่ความดันโลหิตต่ า แพทย์จึงให้การรักษาด้วย norepinephrine 0.1 ไมโครกรม/
                 ิ่
 ื
 ่
 block หรือ sinus arrest ได้  นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็น second degree AV block Mobitz type II, third   กิโลกรัม/นาที ร่วมกับ isoproterenol 0.008 ไมโครกรัม/กิโลกรัม/นาที เพื่อรักษาความดันโลหิตให้สูงกว่า 60
                   ิ
 degree AV block หรือ high grade AV block มักไม่ตอบสนองต่อ atropine ดังนั้นการรักษาที่ควรได้รับคือ   มลลเมตรปรอท และอัตราการเต้นของหวใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที จากน้น แพทย์ใหคอย ๆ ปรับลดขนาด
                                                                              ั
                                                  ั
                 ิ
                                                                                         ่
                                                                                       ้
                                             ั
 ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ โดยไม่ต้องให้ atropine ก่อน   norepinephrine และหยดใช้ แตยงคงใช้ isoproterenol จนถึงเย็นของวันที่ 2 จึงหยุดยา เนื่องจากผู้ป่วยมี
                                            ่
                                     ุ
 52
 ั
 ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อ atropine จากแนวทางเวชปฏิบติขางต้น จะให้การรักษาตามข้อใดข้อหนึ่ง  อาการดีขึ้น
 ้
                                                                                           ู
                                                                                  ึ
                                                                                                   ่
                                                                                                 ้
 34,52  ดังนี้         จากกรณีศึกษาแรก เป็นตัวอย่างของการใช้ carteolol ชนดหยอดตา ซ่งสามารถดดซมเขาสกระแส

                                                                                                   ู
                                                                        ิ
                                                                                              ึ
 ั
 ิ
                                               ้
                                               ั
 ้
 ั
                                                 ี

 ื
 ิ
 ั
 o  dopamine ขนาด 2-20 ไมโครกรม/กโลกรม/นาที ทางหลอดเลอดดา ปรบเพ่มขนาดยาครงละ   เลือดและท าให้เกิด bradycardia ทงน้ในประเทศไทย ยาหยอดตา beta blockers ที่มีการใช้บ่อย คือ
 ั
 5-10 ไมโครกรัม/กิโลกรัม/นาที ขนาดสูงสุด 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม/นาที เนื่องจากจะเพิ่มความ  timolol ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เช่นกัน โดยในเอกสารก ากับยาได้ระบุค าเตือนการใช้ carteolol
 เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดด าหดตัวและหัวใจเต้นผิดจังหวะ เจือจางยาใน D5W หรือ NSS ให้ได้  และ timolol ว่ายาอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้เช่นเดียวกับยาชนิดรับประทาน 58,59
 ความเข้มข้น 1-2 มิลลิกรัม/มลลิลิตร      ส าหรับกรณีศึกษาที่สอง มีการแก้ไข bradycardia ด้วย atropine ทั้งนี้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ าร่วม
 ิ
 o  epinephrine ขนาด 0.1-0.5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม/นาที ทางหลอดเลือดด า เจือจางยาใน D5W   ด้วย จึงได้รับการแก้ไขด้วย norepinephrine และ isoproterenol ซึ่งขนาดยาส าหรับการบริหารต่อเนื่องทาง
 หรือ NSS ให้ได้ความเข้มข้น 4 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร   หลอดเลือดด าคือ 2-4 ไมโครกรัม/นาที และ 0.5-5 ไมโครกรัม/นาที ตามล าดับ
 ั
 o  dobutamine ขนาด 2.5-5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม/นาที ทางหลอดเลือดด า บริหารยาในอตราไม ่
 เกิน 40 ไมโครกรัม/กิโลกรัม/นาที เจือจางยาใน D5W หรือ NSS ให้ได้ความเข้มข้น 1,000-2,000   8. หัวใจล้มเหลวและภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง
 ิ
 ไมโครกรัม/มลลิลิตร    หัวใจล้มเหลวมีสาเหตุจากความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้ความดันในห้องหัวใจ

 ื
 o  isoproterenol ขนาด 2-10 ไมโครกรัม/นาท ทางหลอดเลอดด า เจอจางยาใน D5W 500   และหลอดเลือดเพมสูงขึ้น ปริมาตรเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจต่อนาที (cardiac output) ลดลง ทาใหระบบ
 ื
                               ิ่
 ี
                                                                                                     ้
                                                                                             ่
 มิลลิลิตร ให้ได้ความเข้มข้น 2 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร    ต่าง ๆ ของร่างกายได้รับเลือดไม่เพยงพอต่อการใช้งาน  ผู้ป่วยจะมีอาการแสดง เช่น หายใจไมสะดวก เหน่อย
                                                                                                       ื
                                            ี
 ี
 ั
 ในการใหยาขางต้น ควรมการติดตามระดับความดันโลหต อตราการเต้นของหวใจ ปริมาตรปัสสาวะ   ง่าย แขนขาบวม เส้นเลือดที่คอโป่ง และภาวะน้ าท่วมปอด ในช่วงที่ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
 ้
 ิ
 ้
 ั
 ้
 ตลอดจนอาการไม่พงประสงค์ เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ คลื่นไฟฟาหัวใจผิดปกติ (QRS   (acute heart failure) จ าเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด 60,61
 ึ
 complex กว้าง) หายใจล าบาก   ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดหัวใจล้มเหลว ได้แก่ ความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง เช่น
               กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation การ
 7.4 ตัวอย่างกรณีศึกษา   ขาดความร่วมมือในการใช้ยารักษา ควบคุมการบริโภคเกลือไม่เพียงพอ ภาวะน้ าเกิน โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด
 56
 ิ
 ้
                                           ิ
                              ิ
 Calvo-Ramero และคณะ ไดรายงานกรณศึกษาการเกด bradycardia จาก beta blockers คือ   โรคติดเชื้อ โลหตจาง ความผดปกติของระดับไทรอยดฮอร์โมนในร่างกาย (hyperthyroidism และ
 ี
                                                                  ์
 atenolol ชนิดรับประทาน และ carteolol ชนิดหยอดตา ในผป่วยชาย อายุ 73 ปี ซึ่งมาที่แผนกฉุกเฉิน   hypothyroidism) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด รวมทั้งการได้รับยาที่ท าให้เกิดการคั่งของ
 ู
 ้
 ้
 ่
 เน่องจากเป็นลม ผลตรวจคลนไฟฟาหวใจพบ sinus bradycardia อัตราการเต้นของหวใจ 20 ครั้ง/นาที จึง  โซเดียม หรือเป็นพิษต่อหัวใจ 61
 ื
 ั
 ื
 ั
 ี
 ้
 ั
 ิ
 ิ
 ั
 ั
 ั
 ได้รับการรักษาด้วย atropine ขนาด 0.5 มลลกรม ฉดเขาทางหลอดเลอดด า หลงจากได้รบยา อตราการเต้น
 ื
 ิ่
 ของหัวใจเพมขึ้นเป็น 70 ครั้ง/นาที  ผู้ป่วยมีประวัติใช้ atenolol รับประทาน 50 มิลลิกรัม/วัน ส าหรับรักษา  8.1 ยาที่เป็นสาเหตุ
 ู
 โรคความดันโลหิตสง และยาหยอดตา carteolol ความเข้มข้น 1% 1 หยด วันละ 2 ครั้ง ส าหรับรักษาโรคต้อ  ภาวะหัวใจล้มเหลวจากยามักเกิดในผู้ที่มีความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดอยู่เดิม  กลไก
                                                                                                     ิ
 ิ
 ี
 ุ
 ่
 ี
 ่
 หินชนิดมมเปด มานาน 2 ปี แพทย์จึงหยุดใช้ atenolol และเปลยนเป็น enalapril และเปลยนจากยาหยอด  หลักที่เป็นสาเหตุ 62-64  ได้แก่ แรงบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง (negative inotropic effect) ปรมาณ
 ตา carteolol เป็น latanoprost ซึ่งเป็น prostaglandin agonists    โซเดียมในเลือดสูง เกิดพิษโดยตรงต่อกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial toxicity) และกลไกอื่น ๆ ได้แก่ อัตราการ
    Takeuchi และคณะ  ได้รายงานกรณีศึกษาการเกิด bradycardia จาก diltiazem ในผู้ป่วยชาย   เต้นของหัวใจลดลง ความผิดปกติของการคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือกระตุ้นให้เกิดความดันโลหิตสูง
 57
                                                                                         ิ
                                                                                            ั
                                                                                 ั
 ั
 อายุ 78 ปี เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากไม่รู้สึกตัว ความดันโลหิตต่ า อตราการเต้นของชีพจร 44   ยาที่ท าให้แรงบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ได้แก่ 1) ยารกษาภาวะหวใจเต้นผดจงหวะ โดยเฉพาะ
                                                                        ั
 ครั้ง/นาที ผลตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบ bradycardia ผลตรวจ echocardiography พบว่าปกติ ยาลดความดัน  Class Ic (flecainide) 2) CCBs รุ่นแรก โดย non-dihydropyridine (diltiazem และ verapamil) ท าให้เกิด
 ิ่
 โลหิตที่ใช้ประจ า ได้แก่ nifedipine, diltiazem, carvedilol และ irbesartan และ 1 วันก่อน เพงได้รับ   ภาวะหัวใจล้มเหลวที่แย่กว่า dihydropyridine (nifedipine) 3) ยาสลบ 4) ยากันชัก carbamazepine 5) ยา
 clarithromycin ส าหรับรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจสวนบน แพทย์สงสยว่าเกดอันตรกรยาระหว่างยา   ต้านซึมเศรา citalopram และ tricyclic antidepressants (TCAs) และ 6) ยาต้านเชือรา amphotericin B
 ิ
 ั
 ิ
                         ้
 ิ
 ่
                                                                                       ้
 ิ่
 clarithromycin กับ diltiazem ท าให้เพมระดับยาหรือฤทธิ์ของ diltiazem เนื่องจากประวัติก่อนหน้าผู้ป่วย  และ itraconazole
 126                                                                                                   127
                                                                                                       127
   143   144   145   146   147   148   149   150   151   152   153